โรคช่องท้องอย่ามองข้าม

นิ่วในถุงน้ำดี GALL STONE
กลุ่มเสี่ยง พบบ่อยในหญิงวัย 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ทานยาคุมกำเนิด/ฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน มีบุตรหลายคน ทานยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น
อาการ อาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการท้องอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง (ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร)
การรักษา ตรวจเพื่อแยกโรคด้วยการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ช่วยให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วหรือติ่งเนื้อในถุงน้ำดี แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วไปอุดตันทางออกถุงน้ำดีหรือในท่อน้ำดีหลัก เป็นต้น

ถุงน้ำดีอักเสบ CHOLECYSTITIS
กลุ่มเสี่ยง ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือเป็นโรคนิ่วที่ไม่ได้รับการรักษา
อาการ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา ขยับตัวไม่ได้ เจ็บมากเมื่อหายใจเข้า หากเป็นมากจะมีไข้หนาวสั่น ตัวเหลืองตาเหลือง อุจจาระสีซีด คลื่นไส้อาเจียน ปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ เจ็บทุกส่วนของช่องท้อง
การรักษา โดยทั่วไปแพทย์จะทำการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง Laparoscopic Cholecystectomy เพื่อเลาะแยกถุงน้ำดีออกจากตับและอวัยวะข้างเคียง โดยไม่ตัดโดนท่อน้ำดีหลัก และด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง 3มิติ หรือใช้กล้อง 4K UHD ที่ให้ความคมชัดสูงช่วยให้การผ่าตัดแก้ไขมีความแม่นยำ และช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากถุงน้ำดีแตกได้
OUTCOME MERSUREMENT LAPAROSCOPIC CHOLECYSTECTOMY
ผลการผ่าตัดผ่านกล้องถุงน้ำดี*

100% ลุกเดินได้ใน 4 – 6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อนผ่าตัด
93% ผ่าตัดผ่านกล้องได้สำเร็จ แม้ในรายที่มีการอักเสบเฉียบพลัน
0% การบาดเจ็บต่อท่อน้ำดีหลัก
*เก็บข้อมูลสถิติจากผู้เข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้องนิ่วในถุงน้ำดีที่ศูนย์ศัลยกรรม รพ.กรุงเทพ ปี 2561

ไส้เลื่อนติดคา (Incarcerated Hernia)
สาเหตุ ไส้เลื่อนเป็นโรคที่อวัยวะภายในช่องท้อง (ไขมันหรือลำไส้) เคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ควรจะเป็นผ่านรู หรือดันตัวผ่านผนังหน้าท้องที่หย่อนยานหรือบริเวณแผลผ่าตัด
กลุ่มเสี่ยง ไส้เลื่อนขาหนีบมักพบในชายวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ หรือผู้ที่ยกของหนัก น้ำหนักตัวมาก เป็นโรคต่อมลูกหมากโต/โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง/โรคถุงลมโป่งพอง มีภาวะท้องผูกหรือเบ่งถ่ายเป็นประจำ ส่งผลให้ความดันช่องท้องเพิ่มขึ้น หรือผู้ที่เคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อนอาจเกิดไส้เลื่อนที่แผลผ่าตัดได้ ส่วนผู้หญิงมักเป็นไส้เลื่อนใต้ขาหนีบ ไส้เลื่อนกระบังลม และไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน นอกจากนี้ยังพบไส้เลื่อนที่สะดือ หรือที่เรียกว่าสะดือจุ่นโป่งขณะทารกแรกเกิดร้องไห้
อาการ ปวดหน่วง ๆ เหมือนมีอะไรไหลออกมา มีก้อนตุงผิดสังเกต หรือเจ็บบริเวณก้อน ก้อนผลุบเข้าออกได้และยุบหายเมื่อนอน หากปวดหรือไม่สามารถดันไส้เลื่อนกลับได้ ควรพบแพทย์โดยเร็ว หากปล่อยไว้ไส้เลื่อนอาจถูกบีบรัดจนขาดเลือดและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อันตรายได้
การรักษา ควรตรวจเพื่อแยกโรคอื่น อาทิ ก้อนเนื้องอก ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ถุงน้ำที่อัณฑะ/อัณฑะบิดตัว เป็นต้น หากไส้เลื่อนติดคา แพทย์จะนำไส้เลื่อนกลับเข้าที่เดิมแล้วจึง ผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบผ่านกล้องส่องผนังหน้าท้อง แบบไม่ทำลายเยื่อบุช่องท้อง (Laparoscopic Total Extraperitoneal Hernia Repair : TEP) เพื่อเลาะพังผืดซึ่งใกล้กับอวัยวะสำคัญอย่างเส้นเลือดหรือเส้นประสาทจำนวนมาก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยเจาะรูเล็ก 3 รูบริเวณผนังหน้าท้องเพื่อนำลำไส้กลับไปตำแหน่งเดิม และเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่เป็นจุดอ่อนด้วยแผ่นตาข่ายสังเคราะห์ขนาดใหญ่ 10×15 ซม.ปิดจากภายในช่องท้อง สามารถป้องกันไส้เลื่อนอื่นบริเวณขาหนีบและลดอัตราการกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำได้ แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เร็ว

โรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี (Hepato, Pancreato and Biliary Diseases)
ตับอักเสบเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส ไขมันพอกตับ ยา/สารเคมี/ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากต่อเนื่อง ส่งผลให้ตับโต ดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง น้ำหนักลด ปวดท้องใต้ชายโครงขวา หากเป็นเรื้อรังเซลล์ตับจะถูกทำลายเกิดภาวะตับแข็ง (ท้องมานบวมโต อาเจียนเป็นเลือด) ตับวาย และเป็นมะเร็งตับได้ กรณีตับอักเสบในระยะไม่รุนแรง การหยุดดื่มแอลกอฮอล์และทานวิตามินเสริมจะช่วยให้ตับกลับมาเป็นปกติได้
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เกิดจากดื่มแอลกอฮอล์หรือมีนิ่วอุดตันท่อน้ำดี ปวดท้องร้าวทะลุไปด้านหลัง มักเกิดฉับพลันและนานหลายชั่วโมง รักษาได้โดยส่องกล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออก (ERCP) ในกรณีที่พบนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าตัดถุงน้ำดีร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ซีสต์หรือเนื้องอกที่ตับ/ตับอ่อน มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก คลำพบก้อน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ดีซ่าน กรณีตรวจพบเร็วสามารถผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อลดการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง และลดอัตราการเป็นมะเร็ง

ท่อน้ำดีตีบตันหรือโป่งพอง อาการสำคัญคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด การผ่าตัดผ่านกล้องโดยตัดส่วนผิดปกติของท่อน้ำดีแล้วต่อลำไส้กับท่อน้ำดีที่ขั้วตับ ช่วยชะลอความเสื่อมของตับ และลดโอกาสเป็นมะเร็งของท่อน้ำดี

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
สาเหตุ เกิดจากมีสิ่งอุดตันหรือต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณท้องหรือเนื้องอก ทำให้ไส้ติ่งอักเสบบวม
อาการ ปวดจุกแน่นท้องรอบสะดือ แล้วย้ายไปปวดที่ท้องด้านล่างขวา อาจมีไข้คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดมากขึ้นแม้ขยับตัวหรือไอ
การรักษา การตรวจวินิจฉัยแยกโรคเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไส้ติ่งมีโอกาสแตกง่ายจากการวินิจฉัยที่ล่าช้าหรือผิดพลาด เนื่องจากอาการปวดใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ อาทิ นิ่วในท่อไต ปีกมดลูกอักเสบ โรคกระเพาะอาหาร หากไส้ติ่งอักเสบหรือแตกใหม่ ๆ สามารถผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน อาทิ คลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ เกิดฝีหนองกลายเป็นลำไส้อุดตัน หรือติดเชื้อในกระแสเลือด จำเป็นต้องใช้ทีมศัลยแพทย์ที่ชำนาญผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อไม่เกิดการบาดเจ็บต่อท่อไต เส้นเลือด หรือเส้นประสาท เป็นต้น

เนื้องอก/มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย Rectal Cancer VS ริดสีดวงทวาร Hemorrhoids
กลุ่มเสี่ยง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือมีอายุ 50ปีขึ้นไป ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียสลับท้องผูก ถ่ายเป็นเม็ด ถ่ายไม่สุด ในระยะแรกมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารภายในจนนำสู่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้
การรักษา โดยทีมแพทย์สหสาขา Multidisciplinary Tumor Boards ร่วมกันวางแผนรักษาโดยใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กรักษาก้อนเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ส่วนปลาย เทคนิคเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักไว้ Sphincter Saving Surgery โดยไม่ผ่าตัดเปิดหน้าท้องทำทวารเทียมเพื่อขับถ่ายได้ปกติ ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ผ่าลดขนาดกระเพาะ รักษาโรคอ้วน Bariatric surgery
กลุ่มเสี่ยง โรคอ้วน หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) >35 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ไขมันพอกตับ เป็นต้น
การรักษา การผ่าตัดผ่านกล้องลดขนาดกระเพาะ เพื่อรักษาโรคอ้วน เป็นการผ่าตัดแผลเล็กให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กและดูดซึมอาหารได้น้อยลง โดยตัดส่วนที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออก นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ยังทำให้โรคแทรกซ้อนที่มากับโรคอ้วน รวมถึงคุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น

เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับการเป็นไขมันพอกตับ

สำหรับเมืองไทยของเรา เรื่อง ไขมันพอกตับ อาจจะไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจกันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับมะเร็งตับกันเสียมากกว่า เพราะมะเร็งตับเกิดขึ้นกับผู้ชายจะเป็นอันดับหนึ่ง และ นอกจากนั้นทั้งโลกนี้ก็ยังเชื่อว่ามะเร็งตับก็ยังเป็นโรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ของเราเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี

ถือว่าไม่ธรรมดาที่เดียวกับสถิติที่โรคตับได้ทำกับมนุษย์โลกของเรา

โดยสาเหตุของมะเร็งตับโดยทั้งโลกนั้น มีสาเหตุคล้ายๆกัน ก็คือ อันดับหนึ่งคือ การที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี อันดับสองที่จะทำให้คนเป็นโรคตับก็คือการที่คุณดื่มเอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือสายเมานั้นและที่จะทำร้ายตับ อย่างเช่นการดื่มเอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลนั้นและเป็นเทศกาลทำร้ายตับอย่างแท้จริง อันดับสามสาเหตุที่จะทำร้ายตับเขาเรียกกันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบที่เรียกว่าซี อันดับสี่เป็นสาเหตุที่ตอนนี้กำลังมาแรงเลยก็ว่าได้นั้นคือโรคไขมันตับ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ

แล้วแต่คนทั่วไปจะหาคนศัพท์มาเรียกสาเหตุนี้ โดยร่วมๆแล้วนั้นก็คือโรคไขมันตับโดยจริงๆแล้ว เมื่อก่อนนั้นการแพทย์ยังไม่ได้ก้าวหน้าจนถึงทุกวันนี้เราก็บอกกันว่าการที่มีไขมันพอกตับนั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายของเรา หรือ ตับของเรามีปัญหา

แต่ต่อมานักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า ไขมันพอกตับเป็นเหมือนภัยเงียบที่ทำร้ายตับของคุณได้ไม่แพ้ภัยอื่นๆที่ทำร้ายตับเลย และ เดียวนี้ทางการแพทย์ได้มีวิธีรักษาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับเอกซีกันได้แล้ว

โดยในอนาคตนั้น ทั้งสองโรคที่กล่าวมาคาดว่าน่าจะหมดไปไม่ต้องมีคนเป็นโรคนี้อีก แต่ทั้งโรคไขมันตับ และ การที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นยังมาแรงโดนยังไม่มีวิธีรักษาได้อย่างโดรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งตอนนี้ทางรัฐบาลไทยได้ออกโฆษณาในการให้คนไทยได้ตื่นตระหนกกันว่าการที่ดื่มเอลกอฮอล์มากไปนั้นจะทำให้ตับของคุณมีปัญหา หรือ การออกสโลแกนว่า ให้เหล้าเท่ากับแช่ง นั้น ก็ไม่ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลงเลย

อัมพาตไม่ว่าวัยไหนก็ต้องระวัง

โรคอัมพาตขาเป็นโรคที่ทุพพลภาพอย่างมากและผู้ป่วยก็เจ็บปวดอย่างมากทางการแพทย์ผู้ป่วยมีอาการต่อไปนี้:

1. ความเจ็บปวด: ความเจ็บปวดจากช่องท้องส่วนบนถึงเท้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงบางครั้งก็เป็นเข็มนับหมื่นเท่าบางครั้งก็เหมือนมีดบางครั้งก็เป็นไฟและร่างกายท่อนล่างทั้งหมดจะแข็งเหมือนซีเมนต์

2. กล้ามเนื้อกระตุก: จะมีเสมหะจากเอวถึงเท้าและแพ้เสียงเสียงฉับพลันจะทำให้เจ็บปวดและอัมพาตซ้ำเติม

3. จากเอวถึงเท้าจะไม่เหงื่อไข้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าท้องผูกและอื่น ๆ

4. ไม่หยุดยั้ง: ผู้ป่วยอัมพาตสมองข้อมูลการควบคุมสมองเกี่ยวกับปัสสาวะไม่สามารถส่งดังนั้นผู้ป่วยจะไม่รู้สึกปัสสาวะและไม่มีเวลาและสถานที่ปัสสาวะ ต้องถ่ายปัสสาวะเพื่อถ่ายอุจจาระและอุจจาระจะต้องถูกขับออกมาเพื่อช่วยในการขับถ่าย

5. การสูญเสียความรู้สึกทางผิวหนัง: ผู้ป่วยไม่รู้สึกถึงแรงกดบนพื้นผิวของผิวหนังความเจ็บปวดและความไวต่ออุณหภูมิ

6. อัมพาตแขนขา: ความเจ็บปวดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ป่วยอัมพาตขาเป็นอัมพาตแขนขาการดำเนินชีวิตไม่สะดวกมาก

7. กล้ามเนื้อลีบ: ผู้ป่วยโรคอัมพาตขาอยู่บนเตียงเป็นเวลานานกิจกรรมกล้ามเนื้อมีขนาดเล็กมากกล้ามเนื้อโภชนาการและออกซิเจนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นเวลานานจะปรากฏกล้ามเนื้อลีบและเนื่องจากการขาดโภชนาการจะผลิตผิวแห้ง desquamation และอาการอื่น ๆ

นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้นแล้วโรคอัมพาตขาก็จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนบางชนิดที่ร้ายแรงและยากต่อการรักษาและควรระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ในการดูแลประจำวัน

  1. โรคริดสีดวงทวาร: ยังเป็นที่รู้จักแผลความดัน การเกิดสิวส่วนใหญ่เกิดจากเตียงหรือเตียงกึ่งปกติของผู้ป่วยการบีบอัดบางส่วนและความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยไม่มีการรับรู้การไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อล้างเท้าหรือล้างมือถ้าคุณมีสุขอนามัยไม่ดีเมื่อคุณมีสิวก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อ พื้นที่ที่พบบ่อยที่สุดของสิวคือก้น, ก้น, สะโพก, ส้นเท้า, ฯลฯ ซึ่งมีการสัมผัสกับพื้นผิวเตียงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อไม่ดี

2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาตขาจะพัฒนาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ส่งผลให้เกิดสุขอนามัยและการติดเชื้อในท้องถิ่น

3. โรคปอดบวม

เนื่องจากการนอนพักเป็นเวลานานผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาตขามีการหลั่งของปอดไม่ดีอัมพาตของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจและขาดความแข็งแรงและไอซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคปอดบวม

กินผิดวิธีอันตราย “ผัก” กินผักให้ถูกวิธี

“กะหล่ำปลี ถั่วงอก หน่อไม้และมัน ถั่วฝักยาว และผักโขม … กินดิบได้ แค่ระวังในบางคน”

  • กะหล่ำปลี – คนปรกติกินดิบได้ จำกัดเฉพาะผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ เพราะสารกอยโตรเจน (Goitrogen) จะขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ แต่ถ้าเอาไปผ่านความร้อน กอยโตรเจนจะสลายไป … ที่ต้องกังวลคือสารเคมีตกค้างได้ ต้องล้างให้ดีก่อนกินดิบ

  • ถั่วงอก – กินดิบได้ แต่ต้องระวังเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน ควรล้างให้สะอาดหรือแช่น้ำด่างทับทิมก่อนเพื่อฆ่าเชื้อ คนที่ควรระวังจึงเป็นคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์

  • ถั่วฝักยาว – กินดิบให้ระวังยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะพวกยาดูดซึม การล้างธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สัก 5 นาที อาจทำ 2 ครั้ง หรืออาจหักเป็นท่อนๆ ก่อนแช่

  • หน่อไม้ดิบ และมันสำปะหลัง – อันนี้ห้ามกินดิบจริง เพราะมีสารไซยาไนด์อยู่ตามธรรมชาติ ควรต้มในน้ำเดือดก่อน ประมาณ 10 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ 90%

  • ผักโขม – กินดิบได้ ยกเว้นเฉพาะคนที่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) จะไปต้านการดูดซึมธาตุเหล็ก และแคลเซียม

มะเร็งตับ โรคร้ายที่พบบ่อย

มะเร็งตับ เป็นอีกหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อย โดยพบเป็นอันดับ 1 ในเพศชายที่ป่วยเป็นมะเร็ง และพบเป็นอันดับ 4 ของทั้งเพศชายและเพศหญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง มะเร็งตับเป็นโรคร้ายที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการรักษาหลายวิธี ที่สำคัญคือการเฝ้าระวังการเกิดโรคอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีตรวจสุขภาพและอื่น ๆ หากรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ มีอาการอย่างไร?

โรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการแสดง โดยจะมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นขนาดเล็กประมาณ 2-3 เซนติเมตร เป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยอาจรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับเมื่อตรวจสุขภาพ ส่วนอาการแสดงของโรคมะเร็งตับนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์มะเร็งมีขนาด 10 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยาก

การรักษาโรคมะเร็งตับ

การรักษาโรคมะเร็งตับมีหลายวิธีด้วยกัน เลือกใช้ตามอาการของคนไข้ หากป่วยระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด แต่ถ้าอาการที่เป็นมากกว่าระยะเริ่มต้นอาจใช้การรักษาเฉพาะที่ ด้วยวิธีฉีดยาเข้าเส้นเลือดเพื่อให้เซลล์มะเร็งยุบลง หรือถ้าหากอยู่ในระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่น อาจใช้วิธีการรักษาด้วยยามุ่งเป้า ซึ่งเป็นตัวยาในปัจจุบันที่ใช้รักษามะเร็งนอกเหนือจากเคมีบำบัดซึ่งมีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า

วิธีการรักษาโรคมะเร็งตับที่หายขาด

มะเร็งตับเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน ใช้ได้กับผู้ป่วยระยะเริ่มต้น มีทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่

  • ผ่าตัดรักษาตับ
  • ผ่าตัดเปลี่ยนตับ
  • ใช้ความร้อนฆ่าเซลล์มะเร็งที่ตับ

ผลการรักษาด้วยการผ่าตัด หากสามารถผ่าตัดชิ้นเนื้อมะเร็งออกได้ทั้งหมด สามารถหายขาดได้ แต่ที่ต้องระวังคือการกลับมาเป็นซ้ำ จึงต้องมีการติดตามอาการของคนไข้อย่างต่อเนื่อง

ข้อจำกัดในการรักษามะเร็งตับ

  • กายวิภาคตับค่อนข้างซับซ้อน การรักษามะเร็งตับจึงรักษาได้ยาก
  • มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดมากพอสมควร ที่ผ่านมามีอัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดรักษามะเร็งตับร้อยละ 3
  • ผลการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตัวคนไข้ ภาวะการทำงานของตับ หากร่างกายคนไข้ไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย หรือถ้าหากภาวะการทำงานของตับเสื่อมประสิทธิภาพจะมีความเสี่ยงต่อภาวะไตวายจากการผ่าตัด
  • สามารถรักษาให้หายขาดได้ในระยะเริ่มต้น หากเป็นมากจะรักษาได้ยาก
  • การผ่าตัดเปลี่ยนตับสามารถทำได้ในคนไข้ที่มีอาการไม่มาก และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
  • ในผู้ป่วยที่มีภาวะตัวเหลือง ขาบวม ท้องโต แสดงออกถึงภาวะการทำงานของตับที่เสื่อมประสิทธิภาพ การรักษาด้วยการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการได้รับยาที่รุนแรง อาจเป็นอันตราย

การรักษามะเร็งตับด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก

ปัจจุบันพบว่ามีการรักษามะเร็งตับหลายวิธีด้วยกัน นอกจากแพทย์แผนปัจจุบันยังมีแพทย์ทางเลือกต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยเลือกรักษา แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าแพทย์ทางเลือกจะให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแนะนำว่าถ้าหากผู้ป่วยยังมีอาการไม่มาก มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพื่อลดอัตราการเสียโอกาสในการรักษาให้หายขาด เพราะถ้าหากเลือกรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกก่อนแล้วไม่ได้ผล อาจทำให้อาการป่วยลุกลามจนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน

การรักษามะเร็งตับด้วยแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับแพทย์ทางเลือกเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ เพราะทำให้การประเมินผลการรักษาเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในกรณีที่อาการป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา และการได้รับยารักษาโรคหลายขนานพร้อมกันอาจทำให้ยาเสริมฤทธิ์กันมากเกินไป หรืออาจทำให้ยาหักล้างกันได้ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่มากขึ้น

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ

  • ผู้ที่ดื่มสุรามาก ๆ
  • ผู้ใช้ยาบางชนิด ที่เสี่ยงต่อโรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี
  • ผู้ที่มีภาวะตับแข็ง
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับ

การสังเกตตัวเองเพื่อเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ

หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อการคัดแยกโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นำไปสู่การรักษาให้หายขาดได้