มารู้จักวิธีการสังเกตโรคมะเร็งด้วยตัวเองกันเถอะ 

เชื่อว่าใครหลายหลายคนพอได้ยินคำว่าโรคมะเร็งก็มีอาการกลัวไม่มีใครอยากที่จะเป็นโรคนี้กันทั้งนั้นเพราะต่างก็รู้กันดีว่าโรคมะเร็งนั้นหากเป็นแล้วถ้าไม่รักษาตั้งแต่เนิ่นเนินก็มีแต่ตายกับตายสถานเดียวแต่พวกเราต่างก็รู้กันดีว่าหากใครที่เป็นโรคมะเร็งแล้วนั้น

มักจะไม่ค่อยทราบในช่วงที่มีการเป็นโรคมะเร็งในช่วงแรกๆแต่จะมารู้ตัวอีกทีก็เป็นโรคมะเร็งกันในระยะสุดท้ายแล้วทั้งนั้นซึ่งพอจะรักษาก็ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงทีเสียแล้วโดยมะเร็งจะ แบ่งระยะการฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณสี่ช่วงด้วยกันคือระยะที่หนึ่งที่สองเรามักจะไม่ค่อยรู้เพราะไม่มีอาการอะไรบ่งชัดว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็ง

แต่เมื่อใดก็ตามที่โรคมะเร็งลามไปถึงระยะที่สามและสี่นั้นแสดงว่าการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้นเป็นไปได้ยากมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่จะสังเกตตัวเองว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ได้เลยดังนั้นในวันนี้เราจะมาสอนวิธีสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตัวเราเองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่กำลังจะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่

1 ถ้าเราพบว่าผิวหนังบริเวณใดมีลักษณะเป็นก้อนหนาหนาหรือเป็นชั้นหนาหนาหรือหากพบก้อนที่บริเวณเต้านมหรือแม้แต่ทุกส่วนในร่างกายก็ถือว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคมะเร็งได้

2 ให้เราคอยสังเกตไฝบนร่างกายของเราให้ดีว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการทันการแตกหรือมีความผิดปกติอะไรหรือไม่หรือบางที่มีไฟเกิดขึ้นมาใหม่หรือไม่ซึ่งนี่ก็คือการเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

3 ให้ลองสังเกตตัวเองว่ามีอาการบาดเจ็บอะไรที่เราเจ็บนานนานโดยไม่หายสักทีหรือไม่ซึ่งนี่ก็อาจจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

4คอยสังเกตอาการของเสียงว่ามีเสียงแหบหรือมีการไอเรื้อรังหรือเปล่าหากว่ารักษายังไงก็ยังไม่หายสักทีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน

5 แล้วคุณสังเกตแม้แต่เรื่องการขับถ่ายอุจจาระของเราหรือปัสสาวะของเราเพราะสิ่งเหล่านี้ก็มีผลต่อการเป็นสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเช่นเดียวกันซึ่งหากมีอุจจาระปนเลือดหรือปัสสาวะผลเลือดแสดงว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว

6 คนบางคนอยู่ดีดีก็กินอาหารแล้วเจ็บคอกลืนอะไรก็ลำบากรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนไม่ค่อยหิวหรือแม้แต่กินแล้วกินเดี๋ยวก็อิ่มหากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารการกินแบบนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน

ที่กล่าวมาทั้งหกข้อนี้ไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะถือว่าเราเป็นโรคมะเร็งนะคะเพียงแต่ว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะเป็นมะเร็งได้ดังนั้นถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ควรไปที่โรงพยาบาลให้แพทย์ทำการตรวจรักษาดีกว่าค่ะ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

อาหารสามมื้อที่มีประโยชน์

ทุกคนคงจะมีปัญหาในเรื่องการกินอาหารไม่ว่าจะมื้อเช้า มื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นว่าจะทานอะไรกันดีวันนี้เราจะมาแนะนำอาหารให้กับทุกคนกัน

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญอย่างมากฉะนั้นเราควรจะทานอะไรที่มีประโยชน์ลงไปเช่น ขนมปังหรือแซนด์วิซ ไข่ต้ม ซีเรียล โยเกิร์ต ผลไม้หรือน้ำผลไม้ 

การทานอาหารเช้านั้นเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง?

-ช่วยให้ความจำดี การรับประทานอาหารเช้าทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียน

-ช่วยในการคุมน้ำหนักได้เพราะตั้งแต่มื้อดึกจนถึงเช้าอีกวันเราอดอาหารเกือบ12ชั่วโมง

-ช่วยพัฒนาสมอง เพราประโยชน์ของอาหารที่เราทานจะเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

เห็นไหมว่ามื้อเช้าสำคัญมากจริงๆและเราได้สารอาหารและประโยชน์จากมื้อเช้าได้มากที่สุดเพราะฉะนั้นอย่าอดมื้อเช้ากันนะต่อมาเรามาดูอาหารกลางมื้อเที่ยงสำหรับคนที่คิดเมนูไม่ออกว่าจะรับประทานอะไรดี งั้นเรามาดูอาหารที่เราแนะนำกันเลยดีกว่า

มื้อเที่ยงส่วนใหญ่จะมีปัญหาตรงที่คิดเมนูไม่ออกและเร่งรีบในการทานด้วยเพราะส่วนมากจะเป็นพนักงานตามบริษัทหรือโรงงานมารับประทานจึงต้องมีความรวดเร็วในการทานอาหารเราจึงขอแนะนำอาหารมื้อเที่ยงเป็นดังนี้

-ข้าวผัดทะเลยหรือหมู ไก่

-กระเพราหมูสับ,ไก่,หมูกรอบ,กุ้ง,หมึก

-ก๋วยเตี๋ยว,ต้มยำ,ไก่ตุ๋น,หมูตุ๋น,หรือก๋วยเตี๋ยวแห้ง

จากที่แนะนำไปเป็นเมนูง่ายๆและผู้คนก็รับประทานกันเยอะมากแต่สำหรับบางคนคิดเมนูยากกว่าจะคิดออกก็อาจจะเสียเวลาตรงนั้นเราเลยคิดเมนูง่ายๆและรับประทานกันเยอะมาให้คุณดู

มาที่มื้อสุดท้ายก็คือมื้อเย็นก็ถือว่ามีปัญหาอย่างมากสำหรับสาวๆเพราะมื้อนี้จะทำให้น้ำขึ้นได้ง่ายๆฉะนั้นเราควรเลือกอาหารที่ประโยชน์อร่อยและควบคุมน้ำหนักเราได้เช่น น้ำพริกกับผัก ยำ ต้มยำหรือส้มตำไก่ย่าง เพราะมีส่วนผสมของผักผลไม้อยู่แต่ที่จริงแล้วมื้อเย็นก็ไม่ได้ทานยากอย่างที่คิดเพียงแค่คุณทานผักใบเขียว

หรือสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่ในอาหารที่คุณทานแค่นั้นก็สามารถทำให้คุณทานได้อย่างตามใจปากแค่คุณทานอาหารให้ครบห้าหมู่ทานอาหารที่มีผักผลไม้เยอะๆก็สามารถควบคุมน้ำหนักของตัวเราได้แต่สาวๆหลายคนมีพฤติกรรมกินจุกจิกในมื้อดึกก็ควรทานให้น้อยลงหรือเปลี่ยนเป็นทานผลไม้หรือนมแทนหรือขนมอะไรก็ได้ที่ทำมาจากธัญพืชก็เปลี่ยนการกินให้เป็นแบบนี้แทนเพื่อสุขภาพร่างกายของเราด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ตรวจเอดส์ไม่เจอ

คุกกี้สำหรับให้แฟนและคนที่เรารักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

วันวาเลนไทน์หรือวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นคือวันที่เราจะสามารถแสดงความรักที่เรามีต่อคนที่รักได้ วันวาเลนไทน์นั้นคือวันที่เราจะบอกว่าเรารักเขาและชอบเขามากแค่ไหนบ้างและการทำขนมหรืออาหารนั้นคือการแสดงความรักอย่างหนึ่งเลยค่ะ และวันนี้เราจะมาสอนการทำคุกกี้ให้กับคนที่เรารักกันค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะต้องมีอะไรบ้าง

เราจำเป็นที่จะต้องเตรียมเนยให้ได้ประมาณ 100 กรัมค่ะและหลังจากนั้นให้นำน้ำตาลมาตวงให้ได้ 90 กรัมค่ะและหลังจากนั้นนำของทั้งสองอย่างมาเทรวมกันในถ้วยเดียวค่ะและให้นำของทั้งสองอย่างมาคนให้ส่วนผสมเข้ากันจนมีฟองขึ้นมาค่ะ

ซึ้งฟองจะต้องมีสีขาวนะคะและหลังจากนั้นให้นำไข่มาเตรียมไว้ 2 ฟองค่ะและหลังจากนั้นให้นำกลิ่นวานิลลามาและไม่ต้องเยอะมากนะคะ และหลังจากนั้นให้เรานำของทั้งหมดใส่ในถ้วยเดียวกันและหลังจากนั้นให้คนส่วนผสมให้เข้ากันทั้งหมดค่ะ

หลังจากนั้นให้เรานำแป้งเค้กมาตวงไว้ให้ได้ 170 กรัมค่ะและหลังจากนั้นให้เรานำผงฟูมาตวงไว้ให้ได้ 1 ช้อนชาค่ะ ต้องห้ามเป็นช้อนโต๊ะนะคะจำเป็นที่จะต้องเป็นช้อนชานะคะ หลังจากที่เราทำการเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยแล้วให้เรานำของทั้งหมดใส่ลงไปในถ้วย

แต่ต้องใส่ลงไปทีละนิดนะคะและหลังจากนั้นให้ค่อยค่อยคนส่วนผสมให้เข้ากันทีละนิดค่ะ หลังจากนั้นให้เรานำแป้งที่เอาไว้ทำคุกกี้แยกไว้เป็นสองถ้วยและจะต้องแบ่งให้เท่าเท่ากันนะคะห้ามขาดหรือเกินแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้นะคะ

ในถ้วยแรกคือให้เรานั้นนำของไปใสในสีผสมอาหารจะสีอะไรก็ได้แต่ถ้าเป็นสีที่เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้นจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยค่ะ หลังจากที่เราผสมสีเสร็จแล้วให้นำตัวเนื้อออกมาคลี่เอาไว้แล้วนำแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมมาปั้มให้ได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมค่ะ

และหลังจากนั้นให้นำแม่พิมพ์รูปหัวใจมาปั้มให้กลายเป็นรูปหัวใจตรงกลางคุกกี้รูปสี่เหลี่ยมและหลังจากนั้นให้นำคุกกี้ไปอบไว้สัก 20 นาทีค่ะและหลังจากนั้นก็เอาออกจาเตาได้เลยค่ะและก็นำคุกกี้ไปให้คนที่เรารักได้เลยค่ะ การที่เราทำคุกกี้ให้นอกจากที่เราจะภูมิใจแล้วคนที่ได้รับของก็จะดีใจอีกด้วยนะคะ ทุกคนลองเอาสูตรนี้ไปใช้กันนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

มาทำความรู้จักโรคไบโพลาร์กันเถอะ

           สมัยก่อนในยุคที่ข้อมูลข่าวสารยังไม่มากมายเท่านี้เคยเห็นบางคนมีอารมณ์ปรวนแปรผิดปกติโดยมีความรู้สึกว่าทำไมเขาถึงดูดีใจซะเว่อร์จนน่าหมั่นไส้ หรือบางเรื่องที่เป็นเรื่องปกติสำหรับเราทำไมเขาถึงต้องโศกเศร้ามากขนาดนั้น

จนมาถึงตอนนี้ได้มีการติดตามข่าวสารมากมาย ทั้งจากทางเฟสบุ๊ค  ทางไลน์ ทางอินสตาร์แกรม หรือแม้แต่ทางทวิตเตอร์ ทำให้ทราบว่าคนที่มีอารมณ์รุนแรงสลับกันไปมสาระหว่างดีใจกับเสียใจนั้น ที่จริงเข้าไม่ได้บ้า เพียงแต่เขาเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีภาวะทางอารมณ์สองขั้ว นั้นคือ เป็นโรคไบโพลาร์ 

          สำหรับอาการของคนเป็นโรคนี้ก็อย่างที่เกรินไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่าจะมีอารมณ์สลับกันไปมาระหว่างดีใจกับเสียใจ โดยมีลักษณะที่ดีใจหรือเสียใจมากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งถ้าหากคนที่เป็นโรคนี้อารมณ์ดี อาการของเขาก็จะร่าเริงมากเว่อร์ เขาจะรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์ไม่ค่อยคงที่ หงุดหงิด โมโหง่ายคิดเร็วทำเร็ว ทำให้ประมาท เสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดพลาดสูง  หรือถ้าคนเป็นโรคนี้อยู่ในภาวะอารมณ์ซึมเศร้า  ลักษณะของเขาจะดูเหมือนคนไม่มีแรง ไม่มีความกระตือรือร้น ดูเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่มีความสุขในชีวิต

          คนที่เป็นโรคนี้มีสาเหตุมาจาก สารในระบบประสาทไม่มีความสมดุลกัน โดยจะมีอยู่ 3 สารคือ นอร์อะดรีนาลีน ตัวนี้จะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท สารเซโรโทนิน ตัวนี้จะควบคุมเกี่ยวกับการสั่งการ และสุดท้าย สารโดปามีน ตัวนี้จะเป็นตัวควบคุมความรู้สึก เมื่อทั้ง 3 ตัวนี้เกิดความไม่สมดุลขึ้นจึงทำให้สมองสั่งงานผิดปกติ

          สำหรับโรคนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการติดต่อทางกรรมพันธุ์หรือไม่ แต่สาเหตุหลักๆเลยคือผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ต้องมีญาติหรือคนใกล้ชิดที่ปัญหาทางด้านอารมณ์ หรืออาจเกิดจากเคยผิดหวังอย่างรุนแงมาก่อน

          สำหรับการรักษานั้น เป็นการรักษาด้วยการกินยา ซึ่งตัวยาจะเข้าไปช่วยปรับสารทั้ง 3 ตัวให้เกิดสมดุลกัน  แต่การรักษาโรคไบโพลาร์นี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นแค่การรักษาให้อาการดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าผู้ป่วยหยุดกินยา อาการของโรคก็จะกลับมาเป็นได้อีก ดังนั้นจึงควรกินยาเป็นประจำสม่ำเสมอ การรักษานอกเหนือจากการกินยาแล้วทางแพทย์จะมีการให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์ เพื่อปรับสภาพจิตใจ 

           หากไม่อยากเป็นโรคไบโพลาร์ ควรดูแลสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของเราให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะทำให้เราเครียดที่สำคัญระวังเรื่องการใช้ยาที่มีผลกระทบเกี่ยวกับสมอง

           การที่เราเป็นโรคไบโพลาร์มีความเสี่ยงที่จะทำให้เราเป็นโรคอื่นได้ด้วยเช่น โรคไมเกรน โรคทางจิต ดังนั้นอย่าลืมรักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจของเราให้แข็งแรง

 

ขอบคุณ  แทงหวยมาเลย์  ที่ให้การสนับสนุน

คุณรู้หรือไม่ อาการผีอำ คือโรคชนิดหนึ่ง

         เชื่อว่าหลายๆคน คงเคยมีประสบการณ์ที่เรียกว่าผีอำ กันมาบ้าง บางคนเป็นบ่อยแต่บางคนก็จะนานๆครั้ง อาการของผีอำจะมีลักษณะเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น เหมือนมีอะไรมากดทับทำให้ขยับตัวไม่ได้

  ส่วนใหญ่คนที่มีอาการผีอำนี้จะมีลักษณะท่านอนในการนอนหงาย ด้วยลักษณะอาการแบบนี้ทำให้หลายคนมีความเชื่อว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงแล้วในทางวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าอาการผีอำนั้นคือSleep Paralysis คือการที่ร่างการรู้สึกตัว

แต่ไม่สามารถขยับตัวได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นสักพักก็จะหายไปเอง   ในทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาการผีอำ คือภาวะของคนที่มีอาการเครียดมากๆ หรือคนที่อดนอน หรือพวกที่ชอบใช้สารกระตุ้นเยอะ

           อาการผีอำนั้นส่วนใหญ่จะมีอาการอยู่ 2 ช่วงคือ ช่วงใกล้หลับและช่วงใกล้ตื่น โดยกรณีที่เกิดอาการผีอำช่วงใกล้หลับนั้นจะเกิดจากที่ร่างกายจะค่อยๆผ่อนคลายและกำลังหลับ แต่จะยังมีความรู้สึกอยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนว่า ร่างกายขยับไม่ได้ อีกช่วงคือช่วงใกล้ตื่น สำหรับช่วงนี้เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อในร่างกายกำลังหยุดทำงาน แต่การรับรู้เริ่มรับรู้ก่อน ทำให้รู้สึกเหมือนขยับตัวไม่ได้

          อย่างไรก็ดี อาการผีอำนอกจากจะทำให้รู้สึกว่าร่างกายขยับไม่ได้แล้ว ยังมีอาการอื่นเพิ่มด้วยเช่น บางครั้งหายใจลำบาก และบางคนเห็นภาพหลอน ทำให้ผู้ที่มีอาการผีอำรู้สึกหวาดกลัว สำหรับอาการผีอำนี้แต่ละคนจะใช้เวลาในการหายจากอาการผีอำแตกต่างกันไป

          สำหรับคนที่พบว่ามีอาการผีอำบ่อย จะพบว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย มีการเปลี่ยนแปลงเวลานอนบ่อย เช่น กลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะ และนอนหลับในท่านอนหงาย หรือพวกที่ใช้ยาเสพติด

          สำหรับการรักษาอาการผีอำนั้น ไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่ไหน เมื่อเรามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน คือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ครบวันละ 6-8 ชั่วโมงมีการนอนเป็นเวลาคือนอนและตื่นเวลาเดิมเสมอๆ และควรมีการเปลี่ยนท่านอนจากเดิมที่เคยนอนหงายก็เปลี่ยนเป็นนอนตะแคง และที่สำคัญก่อนนอนควรหาอะไรทำให้ผ่อนคลาย

อย่าเครียดตอนก่อนนอนเพราะจะส่งผลกับการเกิดโรคผีอำได้ หากทำได้ตามที่แนะนำ อาการผีอำก็จะหายไปเอง  และสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน หรือเป็นโรคนอนไม่หลับ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาเฉพาะทางของโรคนั้นๆ ซึ่งถ้ารักษาโรคนอนไม่หลับหาย อาการของโรคผีอำก็จะหายไปเองเช่นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

หน้ากากอนามัยจำเป็นสำหรับใครบ้าง

ในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด หน้ากากอนามัยจำเป็นสำหรับใครบ้าง

     หลายคนมีคำถามว่าในช่วงที่กำลังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในตอนนี้นั้นทุกคนจำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่หรือควรจะเลือกใส่เฉพาะคนที่มีอาการไม่สบายเท่านั้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อออกมาสู่คนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี

เพราะหลายคนอาจจะสับสนกับข้อมูลของต่างประเทศที่ต่างประเทศมักจะมีการรณรงค์ไม่ให้ใส่หน้ากากอนามัยสำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงแต่หน้ากากอนามัยจะสวมใส่ได้เฉพาะคนที่มีอาการติดเชื้อไวรัสรวมถึงมีอาการป่วยด้านอื่นๆเท่านั้นอันที่จริงแล้วโดยปกติแล้วคนที่ไม่สบายคือคนที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยและคนที่สุขภาพแข็งแรงก็ไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย

แต่ด้วยในสภาวะปัจจุบันอาการป่วยไข้ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้เกิดจากอาการป่วยไข้ธรรมดาแต่เป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายที่จะสามารถแพร่มาสู่ตัวเราเองได้รวมถึงทางผู้ป่วยเอง

บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายที่พร้อมจะแพร่เชื้อให้กับคนอื่นได้ดังนั้นในช่วงนี้การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกคนไม่ว่าคนๆนั้นจะมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในร่างกายหรือไม่มีเชื้อไวรัสกรุณาอยู่ในร่างกายก็แล้วแต่ต่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

แค่ไหนก็ควรจะสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัสจากช่องทางอื่นที่อาจจะแพร่เข้าสู่ร่างกายแล้วทำให้เราเจ็บป่วยได้  หลายคนได้รับข้อมูลข่าวสารมาว่าการสวมใส่หน้ากากอนามัยนั้นจะทำให้มีโอกาสที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ง่ายเพราะเมื่อเรานำมือไปสัมผัสกับเชื้อโรคโดยที่ไม่ตั้งใจแล้วเรามาจับที่ใบหน้าเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางใบหน้าหูตาจมูกก็ได้

ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่สวมใส่หน้ากากอนามัยมักจะพบปัญหาว่ารู้สึกหงุดหงิดอึดอัดเวลาใส่หน้ากากอนามัยทำให้มักด่าเอามือมาจับแถวบริเวณหน้ากากอนามัยอยู่บ่อยครั้งดังนั้นนี่เองจึงเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  

สำหรับข้อมูลในส่วนนี้นั้นเราได้มีการรณรงค์กันแล้วว่าในช่วงนี้ให้ทุกคนมีการใช้เจลล้างมือหรือล้างมือด้วยการใช้น้ำยาล้างมือให้บ่อยครั้งมากที่สุดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่เราอาจจะเผลอไปจับโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ  ดังนั้นหากเรามีการดูแลตนเองด้วยการใช้เจลล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่มือของเราอยู่บ่อยครั้งถึงแม้ว่าเราจะนำมือมาสัมผัสที่ใบหน้าความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา

ก็จะมีน้อยลงดังนั้นเราจึงสามารถสรุปได้ว่าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในขณะนี้การสวมใส่หน้ากากอนามัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในการที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจากบุคคลอื่นเข้ามาหาเราถึงแม้ว่าเราจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็ตามทีแต่ถ้าหากใครไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยแล้วก็อัตราการเสี่ยงเกือบ 100% ที่คุณจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นมีมากที่สุด 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยลาว

อาหารยิ่งกินยิ่งอ้วน

อาหารที่เรารับประทานนั้นถึงแม้จะช่วยทำให้ร่างกายอิ่มท้องและสามารถดำเนินชีวิตได้ในทุกวันนั้น ถึงแน่นอนว่าถึงแม้อาหารจะเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แต่ในอาหารบางชนิดนั้นถึงแม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดเป็นผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันนั่นเอง และผลเสียทีว่านี้นั้นก็คือผลเสียต่อสุขภาพต่างๆรวมไปถึงโรคอ้วนด้วยนั่นเอง

อาหารที่ยิ่งกินยิ่งอ้วนนั้นส่วนมากจะเป็นอาหารมีประโยชน์เพียงแต่ต้องรับประทานในเวลาและปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากมีการรับประทานที่ผิดเวลาและในปริมาณที่มากมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันและทำให้อ้วนในที่สุดนั่นเองและอาหารที่คนส่วนใหญ่นิยมรับปะทานนั้นเพราะคิดว่ายิ่งกินเยอะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ก็คืออาหารประเภทแป้งนั่นเอง และหลายความเชื่อผิดๆที่ว่ากินแป้งหรือขนมปังที่เป็นโฮลวีตนั้นจะทำให้ไม่อ้วนซึ่งจริงแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งกินยิ่งอ้วนนั้นเอง ถึงแม้ว่าขนมปังโฮลวีตจะทำมาจากแป้งโฮลวีตที่ไม่ได้มีการขีดสีก็จริงแต่ขนมปังโฮลวีตนั้นก็จัดอยู่ในประเภทแป้งชนิดหนึ่ง

ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายเยอะๆก็จะถูกสะสมและถ้าหากร่างกายไม่ได้เอาพลังงานออกมาใช้ก็เกิดการสะสมเป็นไขมันนั่นเอง ดังนั้นขนมปังโฮลวีตเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับความจำเป็นที่ร่างกายต้องการนั่นเอง

อาหารที่ยิ่งกินยิ่งอ้วนในบางครั้งจะอยู่ในรูปแบบอาหารสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารที่ต้องนำไปเข้าไมโครเวฟทั้งหลาย เป็นอาหารที่แฝงไปด้วยโซเดียม เพราะเมื่อมีการนำเข้าไมโครเวฟแล้วนั้นจะเกิดโซเดียมจากอาหารออกมานั่นเอง

เพราะอาหารมีการไซโซเดียวปริมาณที่มาก นอกจากโซเดียวในอาหารสำเร็จรูปแล้วนั้นก็คือโซเดียมในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง ต้องบิกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นแฝงไปด้วยโซเดียวจากผงปรุงรสและเส้นในปริมาณที่มากเลยทีเดียวเราจะสามารถสังเกตได้จากเมื่อเรากินเข้าไปแล้วจะมีรสชาติที่อร่อย แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกหิวน้ำมากๆ

เพราะเกิดจากการที่สิ่งเหล่านี้นั้นมีโซเดียมเยอะนั่นเองและอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการบวมน้ำได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงคือการทำอาหารจากของสดและปรุงอาหารเองแต่ถ้าหากไม่มีเวลาควรจะเลือกอาหารสำเร็จรูปที่ไม่มีโซเดียวสูงหรืออาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและสามารถหาซื้อได้ง่าย เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋นและข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น ก็จะสามารถทำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียวสูงได้นั่นเองและรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ดนตรีบำบัด

การบำบัดมีทั้งการบำบัดทั้งทางใจและทางร่างกายและคนแต่ละประเภทนั้นก็มีการบำบัดและการเยียวยารักษาตัวเองที่แตกต่างกันอกไปและสิ่งที่ได้รับความนิยมในการช่วยบำบัดในเรื่องทางอารมณ์และจิตใจนั้นรวมไปถึงการบำบัดทางด้านร่างกาย ดนตรีบำบัดก็ยังถูกเลือกเป็นการบำบัดในสิ่งต้นๆ

ที่คนเริ่มทำกันเพราะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เลยและทำได้ง่าย ส่วนผลลัพธ์นั้นก็จะขึ้นอยู่แต่กับละบุคคลนั่นเองว่าคนแต่ละคนนั้นมีความอินและความชอบในสิ่งที่ทำมากแค่ไหนนั่นเอง

ดนตรีนั้นสามารถบำบัดจิตใจและร่างกายที่อ่อนล้าและร่วงโรยได้ เพราะในดนตรีนั้นประกอบไปด้วยดนตรีชนิดต่างๆที่เมื่อบรรเลงแต่ละชนิดและรวมกันออกมาแล้วจึงมีความไพเราะและเพลิดเพลินมากทำให้ดนตรีเป็นสิ่งที่สามารุช่วยในการบำบัดจิตใจและร่างกายได้นั่นเอง

เพราะเมื่อหูเราได้เริ่มมีการฟังดนตรีเกิดขึ้น ดนตรีนั้นก็จะส่งผลไปยังระบบประสาทต่างๆ ทำให้ระบบประสาทมีการปรับตัวและทำให้เกิดความเพลิดเพลินและผ่อนคลายนั่นเอง นอกจากดนตรีจะช่วยบำบัดในก้านอารมณ์จิตใจสามารถทำให้เราควบคุมจิตใจของเราได้และจะทำให้เรานั้นเป็นคนใจเย็นขึ้นเพราะเมื่อได้ฟังดนตรีขณะที่จิตใจมีความว้าวุ่นอยู่นั้น

จะทำให้เราได้มีความคิดหรือใช้ความคิดช่วงที่ฟังดนตรีนั่นเองจึงทำให้เราสามารถสงบจิตใจของตนเองได้ และทำให้จิตใจเราเกิดความสงบด้วยนั่นเอง แล้วนั้นดนตรีสามารถบำบัดร่างกายที่อ่อนล้าได้ด้วยเพราะเมื่อเราฟังเสียงดนตรี เมื่อสมองรู้สึกผ่อนคลายแน่นอนว่าร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลายได้ด้วย

นอกจากดนตรีจะช่วยบำบัดจิตใจและความอ่อนล้าทางด้านร่างกายแล้วนั้น ดนตรียังสามารถช่วยบำบัดลดความเครียดอีกด้วย เพราะการฟังดนตรีคือการสร้างความเพลิดเพลินบันเทิงใจให้กับเรานั่นเอง และเมื่อเกิดความเครียดการฟังดนตรีที่ชอบและปล่อยอารมณ์ไปกับดนตรีนั้นๆ

ก็จะทำให้เราผ่อนคลายและสามารถจัดการความเครียดต่างๆนั่นได้ พูดได้ว่าการใช้ดนตรีบำบัดมารักษาผู้ป่วยที่เกิดความเครียดนั้น เป็นวิธีการที่ค่อนข้างได้ผลมากเลยทีเดียว เพราะเมื่อผู้ป่วยได้ฟังดนตรีที่ตัวเองชอบและจดจ่ออยู่กับดนตรีเพียงสิ่งเดียว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกถึงความปลอดภัยทางด้านความคิดเมื่อได้ฟังดนตรีนั่นเอง

และการใช้ดนตรีบำบัดในช่วงก่อนนอนนั้นเป็นช่วงที่ได้ผลดีมากๆ เพราะเมื่อเราฟังดนตรีก่อนนอนจะทำให้เราผ่อนคลายและหลับง่ายสบายมากขึ้น ดนตรีจึงหมือนเป็นเสียงเพลงที่กล่อมประสาทและจิตใจเรานั่นเอง นอกจากนี้ดนตรีบำบัดจะช่วยในเรื่องบำบัดจิตใจผ่อนคลายอารมณ์แล้วการบำบัดด้วยดนตรีถือเป็นการเปิดมุมมองที่กว้างไกลในด้านของดนตรีอีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทางการได้ยิน 

คนไทยยังไม่มีความรู้เรื่องการป้องกันโรคหูตึงได้ดีพอ จึงทำให้ส่วนใหญ่มารู้ตัวอีกที ตัวเองหรือคนรอบข้างก็มีปัญหาเรื่องการได้ยินแล้ว และต้องมาหาการรักษาเอาในภายหลัง ซึ่งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถป้องกันตัวเองและดูแลคนรอบข้างให้ห่างไกลจากปัญหาทางการได้ยินได้ ซึ่งถ้าทำได้จะง่ายกว่าการมาหาวิธีรักษา 

การป้องกันและดูแลตัวเอง เพื่อไม่ให้หูได้รับอันตราย เริ่มต้นจากการสังเกตชีวิตประจำวัน อาชีพที่เราทำ การเดินทางระหว่างทางต้องเจอกับอะไรบ้าง ความชอบส่วนตัวหรือไลฟ์สไตล์การฟังเพลง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้หูของคุณมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันไป 

ส่วนใหญ่คนที่ทำงานในที่ที่มีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น ตามโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือตามงานก่อสร้างที่ยากจะควบคุม หรือแม้กระทั่งอู่ เสียงเครื่องรถยนต์ ก็มีเสียงที่ดังน่ารำคาญอยู่มาก เมื่อต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้หูมีปัญหา ระยะเวลาการใช้งานของหูก็จะสั้นลง และนั่นเป็นสาเหตุให้ทำไมบางคนอายุยังน้อย แต่มีปัญหาเรื่องการได้ยินจนต้องหาซื้อเครื่องช่วยฟัง 

ในเมื่อเราวิเคราะห์ได้แล้วว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้นมีความเสี่ยงกับการได้ยินในอนาคต และไม่สามารถปฏิเสธงานได้ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง จึงอยากแนะนำให้มีอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น ที่อุดหู เพื่อลดเสียงที่จะเข้ามาให้เบาลง เป็นการถนอมแก้วหูที่บอบบางได้เป็นอย่างดี และเมื่อดูแลตัวเองแล้ว ก็อยากให้หันมาใส่ใจดูแลคนรอบข้างด้วย สังเกตว่าคนในครอบครัวมีใครที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงบ้าง แล้วช่วยกันคิด ช่วยกันปรึกษาหาทางป้องกัน เพื่อให้สุขภาพของคนที่เรารักดีอยู่เสมอ 

แต่ถ้าหากว่าในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ร่างกายย่อมโรยราไปตามธรรมชาติ อย่างนี้ยากจะป้องกันแล้ว เพราะส่วนใหญ่อาการหูตึง มักเกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป วิธีรักษาคือการพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูโดยเฉพาะ และเลือกใช้ เครื่องช่วยฟัง ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และหมั่นดูแลเอาใจใจปัญหาสุขภาพจิตด้วย เพราะในระยะแรกผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่สบายตัว ที่ต้องใช้เครื่องช่วยฟังตลอดเวลา เราในฐานะคนในครอบครัว

ต้องรู้จักใช้คำพูดถนอมน้ำใจและให้กำลังใจกันอยู่เสมอ เพื่อให้ผ่านอุปสรรคต่างๆได้อย่างราบรื่น และถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยปรับตัวได้ การใช้ชีวิตจะง่ายขึ้น คุณเองก็จะหมดความกังวลไปได้มาก เพราะเค้าจะสามารถใช้ชีวิตได้เอง มีสุขภาพจิตที่ดี เพราะรู้สึกว่าไม่เป็นภาระลูกหลาน ลดปัญหาทะเลาะกันในครอบครัวได้เป็นอย่างดี 

ยาลดน้ำหนักทำให้ผอมจริงๆ แต่สุขภาพเสีย

เชื่อเถอะว่าหลายๆคนที่พยายามลดน้ำหนัก แต่มีความคิดที่ว่าการออกกำลังกายมันทำให้ร่างกายเหนื่อย และทุกๆคนคงไม่ชอบอะไรที่ต้องเหนื่อยและเสียเวลาอีกด้วย เพราะแบบนี้ไงจึงทำให้คนฉลาดคิดค้นวิธีการที่จะทำให้คนที่กำลังมีความอยากที่จะลดน้ำหนักคล้อยตาม

ซึ่งมันจะเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของใครหลายๆคนนั้นก็คือ ยาลดน้ำหนัก หรือ ยาลดความอ้วน ที่มักจะอ้างสรรพคุณว่าสามารถลดน้ำหนักได้ภายในระยะเวลานั้นเท่านี้ สามารถที่จะช่วยกำจัดไขมันทั่วร่างกายออกไปได้ หรือสามารถที่จะกำจัดไขมันเฉพาะจุดได้ตามที่ต้องการ และคนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เชื่อว่ามันทำได้จริงๆ ซึ่งในทางการแพทย์ได้มีการออกมายืนยันแล้วว่า ไม่เป็นความจริง

ยาเหล่านั้นไม่สามารถช่วยสลายหรือกำจัดไขมันทั้งในแบบทั่วร่างกายและแบบเฉพาะจุดได้ เพราะขนาดการออกกำลังกายยังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าร่างกายจะดึงไขมันส่วนไหนมาใช้เป็นพลังงานในการเผาผลาญก่อนเลย

แล้วยาพวกนี้จะไปทำได้อย่างไรกัน ต้องมีคนสงสัยแน่นอนว่า ทำไมบางคนถึงทานแล้วผอมจริง น้ำหนักลดจริง สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนจะต้องรู้เลยคือ ส่วนประกอบหลักของยาลดน้ำหนักนั้นมีส่วนผสมของยากดประสาท ในยากดประสาทนี้จะเข้าไปทำหน้าที่ในการกดประสาท กดความคิดเอาไว้ คุณจะลงเชื่อว่ามันทำช่วยทำให้คุณไม่อยากรับประทานอาหาร ใช่แล้ว

นั้นเป็นผลมาจากฤทธิ์ของยากดประสาทที่จะทำให้คุณแบบนั้น แต่ในทางตรงกันข้ามกับความคิดของคุณนั้นหารู้ไม่ว่าร่างกายมันมีความโหยหาสารอาหารมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อคุณไม่ทานอาหาร ร่างกายจึงดึงไขมันมาเป็นพลังงานแทน เพราะเหตุนี้แหละที่ทำให้ไขมันคุณหายไป น้ำหนักลด สัดส่วนลด

ในความเป็นจริงแล้วยามันไม่มีส่วนในการช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้เลย เพราะในความเป็นจริงมันคือกลไกของร่างกายอยู่แล้วนั้นเอง ซึ่งถ้าคุณทำติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และในวันหนึ่งที่คุณเลิกทานยาลดน้ำหนักเพราะเห็นว่าคุณประสบความสำเร็จในลดน้ำหนักแล้ว

แล้วคุณกลับมารับประทานอาหารเหมือนเดิม กลายเป็นว่าร่างกายจะไม่คุ้นชินกับการสารอาหารเหล่านั้น ละเลยการย่อยและดึงสารอาหารเหล่านั้นมาเป็นพลังงาน และยังคงดึงไขมันมาเป็นพลังงานเหมือนเดิม จึงทำให้อาหารที่คุณทานเข้าไปเป็นอาหารที่ตกค้างและสะสมในร่างกายจนกลายเป็นไขมันสะสม ต้องใช้เวลาอีกสักระยะในเพื่อให้ร่างกายได้คุ้นชิน จนถึงตอนนั้นก็หลายเป็นว่าคุณมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการสะสมของอาหารที่เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมนั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร