คุกกี้สำหรับให้แฟนและคนที่เรารักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

วันวาเลนไทน์หรือวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นคือวันที่เราจะสามารถแสดงความรักที่เรามีต่อคนที่รักได้ วันวาเลนไทน์นั้นคือวันที่เราจะบอกว่าเรารักเขาและชอบเขามากแค่ไหนบ้างและการทำขนมหรืออาหารนั้นคือการแสดงความรักอย่างหนึ่งเลยค่ะ และวันนี้เราจะมาสอนการทำคุกกี้ให้กับคนที่เรารักกันค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะต้องมีอะไรบ้าง

เราจำเป็นที่จะต้องเตรียมเนยให้ได้ประมาณ 100 กรัมค่ะและหลังจากนั้นให้นำน้ำตาลมาตวงให้ได้ 90 กรัมค่ะและหลังจากนั้นนำของทั้งสองอย่างมาเทรวมกันในถ้วยเดียวค่ะและให้นำของทั้งสองอย่างมาคนให้ส่วนผสมเข้ากันจนมีฟองขึ้นมาค่ะ

ซึ้งฟองจะต้องมีสีขาวนะคะและหลังจากนั้นให้นำไข่มาเตรียมไว้ 2 ฟองค่ะและหลังจากนั้นให้นำกลิ่นวานิลลามาและไม่ต้องเยอะมากนะคะ และหลังจากนั้นให้เรานำของทั้งหมดใส่ในถ้วยเดียวกันและหลังจากนั้นให้คนส่วนผสมให้เข้ากันทั้งหมดค่ะ

หลังจากนั้นให้เรานำแป้งเค้กมาตวงไว้ให้ได้ 170 กรัมค่ะและหลังจากนั้นให้เรานำผงฟูมาตวงไว้ให้ได้ 1 ช้อนชาค่ะ ต้องห้ามเป็นช้อนโต๊ะนะคะจำเป็นที่จะต้องเป็นช้อนชานะคะ หลังจากที่เราทำการเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยแล้วให้เรานำของทั้งหมดใส่ลงไปในถ้วย

แต่ต้องใส่ลงไปทีละนิดนะคะและหลังจากนั้นให้ค่อยค่อยคนส่วนผสมให้เข้ากันทีละนิดค่ะ หลังจากนั้นให้เรานำแป้งที่เอาไว้ทำคุกกี้แยกไว้เป็นสองถ้วยและจะต้องแบ่งให้เท่าเท่ากันนะคะห้ามขาดหรือเกินแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้นะคะ

ในถ้วยแรกคือให้เรานั้นนำของไปใสในสีผสมอาหารจะสีอะไรก็ได้แต่ถ้าเป็นสีที่เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้นจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยค่ะ หลังจากที่เราผสมสีเสร็จแล้วให้นำตัวเนื้อออกมาคลี่เอาไว้แล้วนำแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมมาปั้มให้ได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมค่ะ

และหลังจากนั้นให้นำแม่พิมพ์รูปหัวใจมาปั้มให้กลายเป็นรูปหัวใจตรงกลางคุกกี้รูปสี่เหลี่ยมและหลังจากนั้นให้นำคุกกี้ไปอบไว้สัก 20 นาทีค่ะและหลังจากนั้นก็เอาออกจาเตาได้เลยค่ะและก็นำคุกกี้ไปให้คนที่เรารักได้เลยค่ะ การที่เราทำคุกกี้ให้นอกจากที่เราจะภูมิใจแล้วคนที่ได้รับของก็จะดีใจอีกด้วยนะคะ ทุกคนลองเอาสูตรนี้ไปใช้กันนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

ยาลดน้ำหนักทำให้ผอมจริงๆ แต่สุขภาพเสีย

เชื่อเถอะว่าหลายๆคนที่พยายามลดน้ำหนัก แต่มีความคิดที่ว่าการออกกำลังกายมันทำให้ร่างกายเหนื่อย และทุกๆคนคงไม่ชอบอะไรที่ต้องเหนื่อยและเสียเวลาอีกด้วย เพราะแบบนี้ไงจึงทำให้คนฉลาดคิดค้นวิธีการที่จะทำให้คนที่กำลังมีความอยากที่จะลดน้ำหนักคล้อยตาม

ซึ่งมันจะเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของใครหลายๆคนนั้นก็คือ ยาลดน้ำหนัก หรือ ยาลดความอ้วน ที่มักจะอ้างสรรพคุณว่าสามารถลดน้ำหนักได้ภายในระยะเวลานั้นเท่านี้ สามารถที่จะช่วยกำจัดไขมันทั่วร่างกายออกไปได้ หรือสามารถที่จะกำจัดไขมันเฉพาะจุดได้ตามที่ต้องการ และคนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เชื่อว่ามันทำได้จริงๆ ซึ่งในทางการแพทย์ได้มีการออกมายืนยันแล้วว่า ไม่เป็นความจริง

ยาเหล่านั้นไม่สามารถช่วยสลายหรือกำจัดไขมันทั้งในแบบทั่วร่างกายและแบบเฉพาะจุดได้ เพราะขนาดการออกกำลังกายยังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าร่างกายจะดึงไขมันส่วนไหนมาใช้เป็นพลังงานในการเผาผลาญก่อนเลย

แล้วยาพวกนี้จะไปทำได้อย่างไรกัน ต้องมีคนสงสัยแน่นอนว่า ทำไมบางคนถึงทานแล้วผอมจริง น้ำหนักลดจริง สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนจะต้องรู้เลยคือ ส่วนประกอบหลักของยาลดน้ำหนักนั้นมีส่วนผสมของยากดประสาท ในยากดประสาทนี้จะเข้าไปทำหน้าที่ในการกดประสาท กดความคิดเอาไว้ คุณจะลงเชื่อว่ามันทำช่วยทำให้คุณไม่อยากรับประทานอาหาร ใช่แล้ว

นั้นเป็นผลมาจากฤทธิ์ของยากดประสาทที่จะทำให้คุณแบบนั้น แต่ในทางตรงกันข้ามกับความคิดของคุณนั้นหารู้ไม่ว่าร่างกายมันมีความโหยหาสารอาหารมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อคุณไม่ทานอาหาร ร่างกายจึงดึงไขมันมาเป็นพลังงานแทน เพราะเหตุนี้แหละที่ทำให้ไขมันคุณหายไป น้ำหนักลด สัดส่วนลด

ในความเป็นจริงแล้วยามันไม่มีส่วนในการช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้เลย เพราะในความเป็นจริงมันคือกลไกของร่างกายอยู่แล้วนั้นเอง ซึ่งถ้าคุณทำติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และในวันหนึ่งที่คุณเลิกทานยาลดน้ำหนักเพราะเห็นว่าคุณประสบความสำเร็จในลดน้ำหนักแล้ว

แล้วคุณกลับมารับประทานอาหารเหมือนเดิม กลายเป็นว่าร่างกายจะไม่คุ้นชินกับการสารอาหารเหล่านั้น ละเลยการย่อยและดึงสารอาหารเหล่านั้นมาเป็นพลังงาน และยังคงดึงไขมันมาเป็นพลังงานเหมือนเดิม จึงทำให้อาหารที่คุณทานเข้าไปเป็นอาหารที่ตกค้างและสะสมในร่างกายจนกลายเป็นไขมันสะสม ต้องใช้เวลาอีกสักระยะในเพื่อให้ร่างกายได้คุ้นชิน จนถึงตอนนั้นก็หลายเป็นว่าคุณมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการสะสมของอาหารที่เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมนั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

ลดความอ้วนด้วย 1975 Diet

เพราะเหตุไรถึงชื่อ 1975 Diet ?
จากข้อมูลพบว่า กรรมวิธีทานอาหารของชาวญี่ปุ่นในแต่ละช่วงแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา โดยมีตัวแปรสำคัญอย่างอิทธิพลจากตะวันตกที่เข้ามาเปลี่ยนกรรมวิธีการทำกับข้าว รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการทำของกินของชาวญี่ปุ่นมาเรื่อยโดยเมื่อเทียบกับสมัย 2005 ซึ่งเป็นสมัยมิลเลเนียมในตอนสมัย 1975 รวมทั้ง 1990 จะพบว่าของกินมีไขมันจากเครื่องในสัตว์น้อยกว่า แล้วก็ผู้คนยังมีอัตราการป่วยโรคอ้วนน้อยกว่า โดยในสมัย 1975 เป็นสมัยที่เจอคนเป็นโรคเบาหวาน แล้วก็ไขมันพอกตับต่ำที่สุด สาเหตุจากของกินของคนภายในสมัย 1975 จะย้ำความสดใหม่ของวัตดุดิบ มากยิ่งกว่าอาหารสำเร็จรูป อาหารบรรจุกระป๋อง หรือของกินที่ผ่านขั้นตอนการทำต่างๆ นั่นเอง

กรรมวิธีการรับประทานแบบ 1975 Diet
การกินเพื่อสุขภาพแบบคนภายในสมัย 1975 จะโฟกัสไปที่การใช้ผัก ผลไม้ พืชเชื้อสายถั่วต่างๆ สาหร่าย รวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ ไม่ว่าจะการกินน้ำผลไม้ แล้วก็เครื่องดื่มที่มีรสหวานต่างๆ ย่อมน้อยกว่าคนภายในสมัยอื่นๆ ด้วย

เทคนิคของการกินแบบ 1975 Diet

1. ใน 1 มื้อ มีของกินครบ 5 กลุ่ม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ รวมทั้งวิตามิน

2. ใช้วัตถุดิบสำหรับเพื่อการทำครัว 1 มื้อ ค่อนข้างจะหลากหลาย พิจารณาได้ว่าของกินของชาวญี่ปุ่นจะย้ำความหลากหลายมากยิ่งกว่าจำนวน คือ รับประทานหลายประเภท อย่างละนิดละหน่อย จัดเป็นชุดๆ สำหรับคน 1 คน

3. ย้ำการทำอาหารแบบต้ม นึ่ง ปิ้ง หรือรับประทานแบบปรุงสุกใหม่ๆ

4. เน้นย้ำโปรตีนจากปลา เต้าหู้ สินค้าจากถั่วอื่นๆ รวมทั้งเห็ด

5. เลือกกินผักสีๆ เพื่อได้วิตามิน แล้วก็สารอาหารที่แตกต่างกัน
6. แต่งรสด้วยวัตดุดิบจากธรรมชาติ ได้แก่ การต้มซุปจากปลาแห้ง หรือสาหร่าย

7. นอกจากนั้นยังย้ำถึงการปรุงรสอาหาร ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิเช่น มิโสะ (ที่เกิดขึ้นมาจากการดองด้วยถั่วเหลืองหรือข้าว และก็เกลือ) ซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชู มิริน และก็สาเก

แม้ต้องการสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงราวกับคนญี่ปุ่น ทดลองรับประทานอาหารแบบ 1975 Diet กันดูนะคะ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นของกินประเทศญี่ปุ่น ของกินไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

เครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มก่อนเข้านอน

บนโลกนี้สิ่งที่หายากแบบติดลำดับเลยก็คือ เวลานอน มันหายากมาก แต่จริง ๆ แล้ว ทุกคนต้องนอนเพื่อให้ร่างกายเราได้ซ่อมแซมระบบทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งถ้าเราไม่นอนร่างกายเราจะขาดความสมดุล แย่ลงเหนื่อยง่าย สมองล้า แต่ด้วยความที่พอมีภาระหน้าที่งานอาจจะทำให้เวลาการพักผ่อนนั้นน้อยลงไปอีก พอถึงเวลานอนก็อาจจะนอนไม่หลับ มาลองทบทวนกันดีกว่าว่าวันๆ นึง เราทานอะไรเข้าไปรึเปล่าถึงได้นอนไม่หลับ

เครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มก่อนเข้านอน

1. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
สาวๆ ที่เลิฟของหวาน หรือคุณผู้ชายต้องฟัง เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีคาเฟอีนหมด ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต โกโก้ เครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัว ดังนั้นเราไม่ควรดื่มสิ่งเหล่านี้ก่อนนอน หรือดื่มมากเกินไปในระหว่าง อาจจะทำให้คาเฟอีนหลงเหลืออยู่ เพราะร่างกายกำจัดออกไม่หมด ทำให้เกิดอาการตาค้าง ถ้าจะให้ดีคือ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอนจะดีที่สุด

2. เครื่องดื่มน้ำตาลสูง
เพราะว่าในตอนนอนนั้นเราไม่ต้องการใช้พลังงานอะไรมากมาย เพราะเป็นช่วงที่เหมือนกับว่าร่างกายกำลังรีเซ็ตเริ่มใหม่ปรับให้เข้าสู่สมดุล ดังนั้นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจะทำให้เกิดพลังงานมหาศาลในร่างกาย ทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นขณะหลับ เท่ากับร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลย เครื่องดื่มน้ำตาลสูงนอกจากจะมีน้ำอัดลมแล้ว ยังรวมไปถึงน้ำผลไม้ต่างๆ อีกด้วย

นอกจากอาหารที่เราทานก่อนนอน การออกกำลังกาย ปรับสภาพบรรยากาศในห้องนอน ทำสมาธิ ยังช่วยให้เรานอนหลับสนิท นอนหลับง่ายมากขึ้นได้ แต่หากใครมีปัญหานอนไม่หลับขั้นรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างถูกต้องค่ะ

7 ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากการทานไข่

7 ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากการทานไข่

จริงๆ แล้วการรับประทานไข่ อาจจะเป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่คนไทย ไม่ว่าจะเป็นผัดกะเพราก็ต้องมีไข่ดาว หรือไข่ต้มกับซอส หรือไข่เจียวหมูสับ เมนูไข่แทบจะอยู่ในชีวิตของเราเลย ซึ่งไข่นั้นมีประโยชน์มากๆ
1. ในการทานไข่เพียง 1 ฟอง คุณจะได้รับประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ โฟเลท วิตามินบี 5 วิตามินบี 12 วิตามินบี 2 ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม รวมไปถึง วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 แคลเซียม และซิงค์

2. ใครๆ ก็ว่าทานไข่จะทำให้มีคลอเรสเตอรอลสูง จริงๆ แล้ว ไข่นั้นอุดมไปด้วยคอลเรสเตอรอลที่ดี และไม่มีผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด ดังนั้นเชิญคุณทานไข่ได้ตามสบายเลย

3. ทำให้ค่าคลอเรสเตอรอล HDL สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะคลอเรสเตอรอลประเภทนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สโตรค และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้

4. อุดมไปด้วยสารโคลีน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเรา เนื่องจากโคลีนมีส่วนช่วยในการสร้างเยื่อบุเซลล์ และช่วยส่งเสริมการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้คุณมีความจำที่ดีขึ้นได้

5. ไข่ 1 ฟอง มีโคลีนสูงถึง 100 มิลลิกรัม และนับเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโคลีนสูงสุด หากมีการตั้งครรภ์ ไข่จะเป็นอาหารที่ดีมากเพราะโคลีนในไข่จะช่วยเสริมสร้างสมองให้แก่ลูกน้อย

6. ช่วยลดค่าคลอเรสเตอรอล LDL ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลประเภทที่ไม่ดี เพราะคลอเรสเตอรอลชนิดนี้จะส่งเสริมการเกิดโรคหัวใจ การทานไข่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

7. ช่วยบำรุงสายตา ในไข่ไก่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง ลูทีน และซีแซนทิน อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้คุณมีสุขภาพตาที่ดีขึ้นได้ เหมาะกับวัยทำงานที่ต้องจ้องหน้าคอมเป็นประจำทุกวัน ในเวลานานๆ

ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม

“มะเร็งเต้านม” เป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่ทำให้คนไทยหรือผู้หญิงไทยเสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละปี แต่ทั้งนี้ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่เป็นเพียงแค่จำนวนน้อยหรือยังมีผู้ป่วยไม่มากเมื่อเทียบกับในผู้หญิง  แต่ทั้งนี้มะเร็งเต้านมในเพศชายถึงแม้จะมีจำนวนไม่มาก หากแต่มีความเสี่ยง จึงควรที่จะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี เพื่อรีบรักษาตั้งแต่ในระยะแรกๆ ที่จะเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม
ในปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะระบุสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ก็ยังสามารถระบุปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ ดังนี้

  1. อายุมากกว่า 45-55 ปีขึ้นไป
  2. มีประวัติว่าเคยเป็นมะเร็งเต้านม อาจมีความเสี่ยงว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างด้วย
  3. ถ้าสมาชิกในครอบครัวเคยประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะคุณแม่ พี่สาว หรือลูกสาว ซึ่งยิ่งหากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุยังน้อย ก็มีความเสี่ยงสูง
  4. มีประวัติว่าเคยผ่าเต้านม จากเหตุความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีความผิดปกติของเซลล์ในระยะก่อนเป็นมะเร็ง
  5. ตรวจพบยีนส์มีความผิดปกติจากการตรวจเลือด (ตรวจพิเศษเฉพาะผู้หญิงที่มีความเสี่ยงจากมีมะเร็งทางพันธุกรรม) ที่เรียกว่า BRCA 1 และ BRCA 2 หากเราพบความผิดปกติของยีนส์แบบนี้ จะหมายถึงคุณมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมผู้หญิงในครอบครัวเดียวกันมีประวัติ
  6. ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีรายงานพบว่า การใช้ฮอร์โมนที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้เล็กน้อย หากสตรีวัยทองต้องเพิ่มเอสโตรเจน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
  7. มีบุตรคนแรกในอายุมาก (หลังอายุ 30 ปี) มีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่มีบุตรคนแรกตอนอายุน้อยกว่า 30 ปี
  8. ผลของการเข้ารับการฉายรังสีก่อนอายุ 30 ปี โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม
  9. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมในสตรี

ปัจจุบันเราสามารถตรวจมะเร็งเต้านมได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องแมมโมแกรม แต่ทั้งนี้เราก็สามารถตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้นของเต้านมได้ง่ายๆ จากการสังเกตผิวหนังรอบๆ เต้านมว่าพบความผิดปกติอะไรหรือไม่ หากผิวมีความเรียบเนียนปกติหรือหากมีความขรุขระ เมื่อบีบหน้าอกแล้วมีอาการเจ็บหรือไม่ มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมหรือไม่

ปูดอง ทานอย่างไรให้ปลอดภัย

จาก วิธีเลือกทาน “ส้มตำ” อย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยง “ท้องเสีย” ที่เราบอกว่าให้เลี่ยงการทานปูดองในส้มตำ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเสาะท้อง ท้องเสียท้องร่วงจากแบคทีเรีย หรือในปูดองอาจพบพยาธิได้ แต่ถ้าใครอยากทานปูดองจริงๆ เพราะห้ามใจกับรสชาติของมันไม่ไหว ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้ทานอย่างปลอดภัยได้เลย ข่าวดีคือ เราสามารถทานอย่างปลอดภัยไร้พยาธิได้ด้วย

อาหารดิบ ไร้พยาธิ ด้วยวิธี “แช่แข็ง”
สงสัยกันไหมว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงทานปลาดิบกันได้บ่อยๆ โดยไม่เกรงกลัวพยาธิ คำตอบคือ นอกจากปลาดิบของเขาโดยส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเล ที่มีโอกาสพบพยาธิได้น้อยกว่าปลาน้ำจืดแล้ว กระบวนการในการทำปลาดิบเพื่อเสิร์ฟให้กับลูกค้า ไม่ได้มีแค่จับปลาสดๆ มาหั่นเสิร์ฟเท่านั้น แต่ต้องมีการฆ่าพยาธิด้วยการแช่แข็งเสียก่อน โดยต้องนำเอาปลาดิบไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -35 องศาอย่างน้อย 15 ชั่วโมง หรืออาจจะแช่ในอุณหภูมิที่ -20 องศา แต่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 7 วัน ถึงจะฆ่าพยาธิได้

สำหรับปูดอง วิธีการดองเค็มที่คนไทยหลายคนเข้าใจว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงพยาธิทั้งหมดได้นั้น อันที่จริงแล้วไม่สามารถทำได้ การฆ่าเชื้อโรค พยาธิ รวมถึงจุลินทรีย์ต่างๆ ในปูดอง สามารถทำได้เหมือนกับการฆ่าพยาธิในปลาดิบ กล่าวคือ การนำปูดองไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -35 องศาอย่างน้อย 15 ชั่วโมง หรืออาจจะแช่ในอุณหภูมิที่ -20 องศา นานถึง 7 วัน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม จากข่าวที่เราอาจเคยได้เห็นกันมาบ้าง ว่ามีผู้พบพยาธิในร่างกายของตัวเองจากการทานปลาดิบบ่อยๆ ดังนั้นเรายังยืนยันที่จะแนะนำว่า ควรทานแต่พอดี ไม่ทานมากเกินไป หรือไม่ทานซ้ำๆ ติดต่อกันนานมากเกินไป แม้ว่าจะเป็นปูดองที่รับรองว่าแช่แข็งมานานมาก หากจะให้มั่นใจ 100% จริงๆ ก็ควรทำไปปรุงให้สุกด้วยความร้อนจะดีที่สุด (นอกจากนี้ปูดองเค็มยังมีโซเดียมสูง ทานมากไม่ดีต่อไต และอาหารดิบก็ไม่ดีต่อระบบย่อยของกระเพาะอาหารด้วยนะ ตามใจปากได้บ้าง แต่ดูแลร่างกายของเราให้ดีด้วย)

โรคช่องท้องอย่ามองข้าม

นิ่วในถุงน้ำดี GALL STONE
กลุ่มเสี่ยง พบบ่อยในหญิงวัย 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ทานยาคุมกำเนิด/ฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน มีบุตรหลายคน ทานยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น
อาการ อาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการท้องอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง (ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร)
การรักษา ตรวจเพื่อแยกโรคด้วยการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ช่วยให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วหรือติ่งเนื้อในถุงน้ำดี แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วไปอุดตันทางออกถุงน้ำดีหรือในท่อน้ำดีหลัก เป็นต้น

ถุงน้ำดีอักเสบ CHOLECYSTITIS
กลุ่มเสี่ยง ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือเป็นโรคนิ่วที่ไม่ได้รับการรักษา
อาการ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา ขยับตัวไม่ได้ เจ็บมากเมื่อหายใจเข้า หากเป็นมากจะมีไข้หนาวสั่น ตัวเหลืองตาเหลือง อุจจาระสีซีด คลื่นไส้อาเจียน ปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ เจ็บทุกส่วนของช่องท้อง
การรักษา โดยทั่วไปแพทย์จะทำการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง Laparoscopic Cholecystectomy เพื่อเลาะแยกถุงน้ำดีออกจากตับและอวัยวะข้างเคียง โดยไม่ตัดโดนท่อน้ำดีหลัก และด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง 3มิติ หรือใช้กล้อง 4K UHD ที่ให้ความคมชัดสูงช่วยให้การผ่าตัดแก้ไขมีความแม่นยำ และช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากถุงน้ำดีแตกได้
OUTCOME MERSUREMENT LAPAROSCOPIC CHOLECYSTECTOMY
ผลการผ่าตัดผ่านกล้องถุงน้ำดี*

100% ลุกเดินได้ใน 4 – 6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อนผ่าตัด
93% ผ่าตัดผ่านกล้องได้สำเร็จ แม้ในรายที่มีการอักเสบเฉียบพลัน
0% การบาดเจ็บต่อท่อน้ำดีหลัก
*เก็บข้อมูลสถิติจากผู้เข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้องนิ่วในถุงน้ำดีที่ศูนย์ศัลยกรรม รพ.กรุงเทพ ปี 2561

ไส้เลื่อนติดคา (Incarcerated Hernia)
สาเหตุ ไส้เลื่อนเป็นโรคที่อวัยวะภายในช่องท้อง (ไขมันหรือลำไส้) เคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ควรจะเป็นผ่านรู หรือดันตัวผ่านผนังหน้าท้องที่หย่อนยานหรือบริเวณแผลผ่าตัด
กลุ่มเสี่ยง ไส้เลื่อนขาหนีบมักพบในชายวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ หรือผู้ที่ยกของหนัก น้ำหนักตัวมาก เป็นโรคต่อมลูกหมากโต/โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง/โรคถุงลมโป่งพอง มีภาวะท้องผูกหรือเบ่งถ่ายเป็นประจำ ส่งผลให้ความดันช่องท้องเพิ่มขึ้น หรือผู้ที่เคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อนอาจเกิดไส้เลื่อนที่แผลผ่าตัดได้ ส่วนผู้หญิงมักเป็นไส้เลื่อนใต้ขาหนีบ ไส้เลื่อนกระบังลม และไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน นอกจากนี้ยังพบไส้เลื่อนที่สะดือ หรือที่เรียกว่าสะดือจุ่นโป่งขณะทารกแรกเกิดร้องไห้
อาการ ปวดหน่วง ๆ เหมือนมีอะไรไหลออกมา มีก้อนตุงผิดสังเกต หรือเจ็บบริเวณก้อน ก้อนผลุบเข้าออกได้และยุบหายเมื่อนอน หากปวดหรือไม่สามารถดันไส้เลื่อนกลับได้ ควรพบแพทย์โดยเร็ว หากปล่อยไว้ไส้เลื่อนอาจถูกบีบรัดจนขาดเลือดและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อันตรายได้
การรักษา ควรตรวจเพื่อแยกโรคอื่น อาทิ ก้อนเนื้องอก ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ถุงน้ำที่อัณฑะ/อัณฑะบิดตัว เป็นต้น หากไส้เลื่อนติดคา แพทย์จะนำไส้เลื่อนกลับเข้าที่เดิมแล้วจึง ผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบผ่านกล้องส่องผนังหน้าท้อง แบบไม่ทำลายเยื่อบุช่องท้อง (Laparoscopic Total Extraperitoneal Hernia Repair : TEP) เพื่อเลาะพังผืดซึ่งใกล้กับอวัยวะสำคัญอย่างเส้นเลือดหรือเส้นประสาทจำนวนมาก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยเจาะรูเล็ก 3 รูบริเวณผนังหน้าท้องเพื่อนำลำไส้กลับไปตำแหน่งเดิม และเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่เป็นจุดอ่อนด้วยแผ่นตาข่ายสังเคราะห์ขนาดใหญ่ 10×15 ซม.ปิดจากภายในช่องท้อง สามารถป้องกันไส้เลื่อนอื่นบริเวณขาหนีบและลดอัตราการกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำได้ แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เร็ว

โรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี (Hepato, Pancreato and Biliary Diseases)
ตับอักเสบเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส ไขมันพอกตับ ยา/สารเคมี/ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากต่อเนื่อง ส่งผลให้ตับโต ดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง น้ำหนักลด ปวดท้องใต้ชายโครงขวา หากเป็นเรื้อรังเซลล์ตับจะถูกทำลายเกิดภาวะตับแข็ง (ท้องมานบวมโต อาเจียนเป็นเลือด) ตับวาย และเป็นมะเร็งตับได้ กรณีตับอักเสบในระยะไม่รุนแรง การหยุดดื่มแอลกอฮอล์และทานวิตามินเสริมจะช่วยให้ตับกลับมาเป็นปกติได้
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เกิดจากดื่มแอลกอฮอล์หรือมีนิ่วอุดตันท่อน้ำดี ปวดท้องร้าวทะลุไปด้านหลัง มักเกิดฉับพลันและนานหลายชั่วโมง รักษาได้โดยส่องกล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออก (ERCP) ในกรณีที่พบนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าตัดถุงน้ำดีร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ซีสต์หรือเนื้องอกที่ตับ/ตับอ่อน มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก คลำพบก้อน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ดีซ่าน กรณีตรวจพบเร็วสามารถผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อลดการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง และลดอัตราการเป็นมะเร็ง

ท่อน้ำดีตีบตันหรือโป่งพอง อาการสำคัญคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด การผ่าตัดผ่านกล้องโดยตัดส่วนผิดปกติของท่อน้ำดีแล้วต่อลำไส้กับท่อน้ำดีที่ขั้วตับ ช่วยชะลอความเสื่อมของตับ และลดโอกาสเป็นมะเร็งของท่อน้ำดี

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
สาเหตุ เกิดจากมีสิ่งอุดตันหรือต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณท้องหรือเนื้องอก ทำให้ไส้ติ่งอักเสบบวม
อาการ ปวดจุกแน่นท้องรอบสะดือ แล้วย้ายไปปวดที่ท้องด้านล่างขวา อาจมีไข้คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดมากขึ้นแม้ขยับตัวหรือไอ
การรักษา การตรวจวินิจฉัยแยกโรคเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไส้ติ่งมีโอกาสแตกง่ายจากการวินิจฉัยที่ล่าช้าหรือผิดพลาด เนื่องจากอาการปวดใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ อาทิ นิ่วในท่อไต ปีกมดลูกอักเสบ โรคกระเพาะอาหาร หากไส้ติ่งอักเสบหรือแตกใหม่ ๆ สามารถผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน อาทิ คลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ เกิดฝีหนองกลายเป็นลำไส้อุดตัน หรือติดเชื้อในกระแสเลือด จำเป็นต้องใช้ทีมศัลยแพทย์ที่ชำนาญผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อไม่เกิดการบาดเจ็บต่อท่อไต เส้นเลือด หรือเส้นประสาท เป็นต้น

เนื้องอก/มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย Rectal Cancer VS ริดสีดวงทวาร Hemorrhoids
กลุ่มเสี่ยง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือมีอายุ 50ปีขึ้นไป ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียสลับท้องผูก ถ่ายเป็นเม็ด ถ่ายไม่สุด ในระยะแรกมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารภายในจนนำสู่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้
การรักษา โดยทีมแพทย์สหสาขา Multidisciplinary Tumor Boards ร่วมกันวางแผนรักษาโดยใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กรักษาก้อนเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ส่วนปลาย เทคนิคเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักไว้ Sphincter Saving Surgery โดยไม่ผ่าตัดเปิดหน้าท้องทำทวารเทียมเพื่อขับถ่ายได้ปกติ ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ผ่าลดขนาดกระเพาะ รักษาโรคอ้วน Bariatric surgery
กลุ่มเสี่ยง โรคอ้วน หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) >35 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ไขมันพอกตับ เป็นต้น
การรักษา การผ่าตัดผ่านกล้องลดขนาดกระเพาะ เพื่อรักษาโรคอ้วน เป็นการผ่าตัดแผลเล็กให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กและดูดซึมอาหารได้น้อยลง โดยตัดส่วนที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออก นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ยังทำให้โรคแทรกซ้อนที่มากับโรคอ้วน รวมถึงคุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น

เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับการเป็นไขมันพอกตับ

สำหรับเมืองไทยของเรา เรื่อง ไขมันพอกตับ อาจจะไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจกันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับมะเร็งตับกันเสียมากกว่า เพราะมะเร็งตับเกิดขึ้นกับผู้ชายจะเป็นอันดับหนึ่ง และ นอกจากนั้นทั้งโลกนี้ก็ยังเชื่อว่ามะเร็งตับก็ยังเป็นโรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ของเราเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี

ถือว่าไม่ธรรมดาที่เดียวกับสถิติที่โรคตับได้ทำกับมนุษย์โลกของเรา

โดยสาเหตุของมะเร็งตับโดยทั้งโลกนั้น มีสาเหตุคล้ายๆกัน ก็คือ อันดับหนึ่งคือ การที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี อันดับสองที่จะทำให้คนเป็นโรคตับก็คือการที่คุณดื่มเอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือสายเมานั้นและที่จะทำร้ายตับ อย่างเช่นการดื่มเอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลนั้นและเป็นเทศกาลทำร้ายตับอย่างแท้จริง อันดับสามสาเหตุที่จะทำร้ายตับเขาเรียกกันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบที่เรียกว่าซี อันดับสี่เป็นสาเหตุที่ตอนนี้กำลังมาแรงเลยก็ว่าได้นั้นคือโรคไขมันตับ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ

แล้วแต่คนทั่วไปจะหาคนศัพท์มาเรียกสาเหตุนี้ โดยร่วมๆแล้วนั้นก็คือโรคไขมันตับโดยจริงๆแล้ว เมื่อก่อนนั้นการแพทย์ยังไม่ได้ก้าวหน้าจนถึงทุกวันนี้เราก็บอกกันว่าการที่มีไขมันพอกตับนั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายของเรา หรือ ตับของเรามีปัญหา

แต่ต่อมานักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า ไขมันพอกตับเป็นเหมือนภัยเงียบที่ทำร้ายตับของคุณได้ไม่แพ้ภัยอื่นๆที่ทำร้ายตับเลย และ เดียวนี้ทางการแพทย์ได้มีวิธีรักษาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับเอกซีกันได้แล้ว

โดยในอนาคตนั้น ทั้งสองโรคที่กล่าวมาคาดว่าน่าจะหมดไปไม่ต้องมีคนเป็นโรคนี้อีก แต่ทั้งโรคไขมันตับ และ การที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นยังมาแรงโดนยังไม่มีวิธีรักษาได้อย่างโดรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งตอนนี้ทางรัฐบาลไทยได้ออกโฆษณาในการให้คนไทยได้ตื่นตระหนกกันว่าการที่ดื่มเอลกอฮอล์มากไปนั้นจะทำให้ตับของคุณมีปัญหา หรือ การออกสโลแกนว่า ให้เหล้าเท่ากับแช่ง นั้น ก็ไม่ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลงเลย