ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม

“มะเร็งเต้านม” เป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่ทำให้คนไทยหรือผู้หญิงไทยเสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละปี แต่ทั้งนี้ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่เป็นเพียงแค่จำนวนน้อยหรือยังมีผู้ป่วยไม่มากเมื่อเทียบกับในผู้หญิง  แต่ทั้งนี้มะเร็งเต้านมในเพศชายถึงแม้จะมีจำนวนไม่มาก หากแต่มีความเสี่ยง จึงควรที่จะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี เพื่อรีบรักษาตั้งแต่ในระยะแรกๆ ที่จะเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม
ในปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะระบุสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ก็ยังสามารถระบุปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ ดังนี้

  1. อายุมากกว่า 45-55 ปีขึ้นไป
  2. มีประวัติว่าเคยเป็นมะเร็งเต้านม อาจมีความเสี่ยงว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างด้วย
  3. ถ้าสมาชิกในครอบครัวเคยประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะคุณแม่ พี่สาว หรือลูกสาว ซึ่งยิ่งหากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุยังน้อย ก็มีความเสี่ยงสูง
  4. มีประวัติว่าเคยผ่าเต้านม จากเหตุความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีความผิดปกติของเซลล์ในระยะก่อนเป็นมะเร็ง
  5. ตรวจพบยีนส์มีความผิดปกติจากการตรวจเลือด (ตรวจพิเศษเฉพาะผู้หญิงที่มีความเสี่ยงจากมีมะเร็งทางพันธุกรรม) ที่เรียกว่า BRCA 1 และ BRCA 2 หากเราพบความผิดปกติของยีนส์แบบนี้ จะหมายถึงคุณมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมผู้หญิงในครอบครัวเดียวกันมีประวัติ
  6. ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีรายงานพบว่า การใช้ฮอร์โมนที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้เล็กน้อย หากสตรีวัยทองต้องเพิ่มเอสโตรเจน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
  7. มีบุตรคนแรกในอายุมาก (หลังอายุ 30 ปี) มีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่มีบุตรคนแรกตอนอายุน้อยกว่า 30 ปี
  8. ผลของการเข้ารับการฉายรังสีก่อนอายุ 30 ปี โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม
  9. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมในสตรี

ปัจจุบันเราสามารถตรวจมะเร็งเต้านมได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องแมมโมแกรม แต่ทั้งนี้เราก็สามารถตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้นของเต้านมได้ง่ายๆ จากการสังเกตผิวหนังรอบๆ เต้านมว่าพบความผิดปกติอะไรหรือไม่ หากผิวมีความเรียบเนียนปกติหรือหากมีความขรุขระ เมื่อบีบหน้าอกแล้วมีอาการเจ็บหรือไม่ มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมหรือไม่

ปูดอง ทานอย่างไรให้ปลอดภัย

จาก วิธีเลือกทาน “ส้มตำ” อย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยง “ท้องเสีย” ที่เราบอกว่าให้เลี่ยงการทานปูดองในส้มตำ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเสาะท้อง ท้องเสียท้องร่วงจากแบคทีเรีย หรือในปูดองอาจพบพยาธิได้ แต่ถ้าใครอยากทานปูดองจริงๆ เพราะห้ามใจกับรสชาติของมันไม่ไหว ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้ทานอย่างปลอดภัยได้เลย ข่าวดีคือ เราสามารถทานอย่างปลอดภัยไร้พยาธิได้ด้วย

อาหารดิบ ไร้พยาธิ ด้วยวิธี “แช่แข็ง”
สงสัยกันไหมว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงทานปลาดิบกันได้บ่อยๆ โดยไม่เกรงกลัวพยาธิ คำตอบคือ นอกจากปลาดิบของเขาโดยส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเล ที่มีโอกาสพบพยาธิได้น้อยกว่าปลาน้ำจืดแล้ว กระบวนการในการทำปลาดิบเพื่อเสิร์ฟให้กับลูกค้า ไม่ได้มีแค่จับปลาสดๆ มาหั่นเสิร์ฟเท่านั้น แต่ต้องมีการฆ่าพยาธิด้วยการแช่แข็งเสียก่อน โดยต้องนำเอาปลาดิบไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -35 องศาอย่างน้อย 15 ชั่วโมง หรืออาจจะแช่ในอุณหภูมิที่ -20 องศา แต่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 7 วัน ถึงจะฆ่าพยาธิได้

สำหรับปูดอง วิธีการดองเค็มที่คนไทยหลายคนเข้าใจว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงพยาธิทั้งหมดได้นั้น อันที่จริงแล้วไม่สามารถทำได้ การฆ่าเชื้อโรค พยาธิ รวมถึงจุลินทรีย์ต่างๆ ในปูดอง สามารถทำได้เหมือนกับการฆ่าพยาธิในปลาดิบ กล่าวคือ การนำปูดองไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -35 องศาอย่างน้อย 15 ชั่วโมง หรืออาจจะแช่ในอุณหภูมิที่ -20 องศา นานถึง 7 วัน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม จากข่าวที่เราอาจเคยได้เห็นกันมาบ้าง ว่ามีผู้พบพยาธิในร่างกายของตัวเองจากการทานปลาดิบบ่อยๆ ดังนั้นเรายังยืนยันที่จะแนะนำว่า ควรทานแต่พอดี ไม่ทานมากเกินไป หรือไม่ทานซ้ำๆ ติดต่อกันนานมากเกินไป แม้ว่าจะเป็นปูดองที่รับรองว่าแช่แข็งมานานมาก หากจะให้มั่นใจ 100% จริงๆ ก็ควรทำไปปรุงให้สุกด้วยความร้อนจะดีที่สุด (นอกจากนี้ปูดองเค็มยังมีโซเดียมสูง ทานมากไม่ดีต่อไต และอาหารดิบก็ไม่ดีต่อระบบย่อยของกระเพาะอาหารด้วยนะ ตามใจปากได้บ้าง แต่ดูแลร่างกายของเราให้ดีด้วย)

โรคช่องท้องอย่ามองข้าม

นิ่วในถุงน้ำดี GALL STONE
กลุ่มเสี่ยง พบบ่อยในหญิงวัย 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ทานยาคุมกำเนิด/ฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน มีบุตรหลายคน ทานยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น
อาการ อาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการท้องอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง (ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร)
การรักษา ตรวจเพื่อแยกโรคด้วยการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ช่วยให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วหรือติ่งเนื้อในถุงน้ำดี แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วไปอุดตันทางออกถุงน้ำดีหรือในท่อน้ำดีหลัก เป็นต้น

ถุงน้ำดีอักเสบ CHOLECYSTITIS
กลุ่มเสี่ยง ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือเป็นโรคนิ่วที่ไม่ได้รับการรักษา
อาการ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา ขยับตัวไม่ได้ เจ็บมากเมื่อหายใจเข้า หากเป็นมากจะมีไข้หนาวสั่น ตัวเหลืองตาเหลือง อุจจาระสีซีด คลื่นไส้อาเจียน ปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ เจ็บทุกส่วนของช่องท้อง
การรักษา โดยทั่วไปแพทย์จะทำการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง Laparoscopic Cholecystectomy เพื่อเลาะแยกถุงน้ำดีออกจากตับและอวัยวะข้างเคียง โดยไม่ตัดโดนท่อน้ำดีหลัก และด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง 3มิติ หรือใช้กล้อง 4K UHD ที่ให้ความคมชัดสูงช่วยให้การผ่าตัดแก้ไขมีความแม่นยำ และช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากถุงน้ำดีแตกได้
OUTCOME MERSUREMENT LAPAROSCOPIC CHOLECYSTECTOMY
ผลการผ่าตัดผ่านกล้องถุงน้ำดี*

100% ลุกเดินได้ใน 4 – 6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อนผ่าตัด
93% ผ่าตัดผ่านกล้องได้สำเร็จ แม้ในรายที่มีการอักเสบเฉียบพลัน
0% การบาดเจ็บต่อท่อน้ำดีหลัก
*เก็บข้อมูลสถิติจากผู้เข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้องนิ่วในถุงน้ำดีที่ศูนย์ศัลยกรรม รพ.กรุงเทพ ปี 2561

ไส้เลื่อนติดคา (Incarcerated Hernia)
สาเหตุ ไส้เลื่อนเป็นโรคที่อวัยวะภายในช่องท้อง (ไขมันหรือลำไส้) เคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ควรจะเป็นผ่านรู หรือดันตัวผ่านผนังหน้าท้องที่หย่อนยานหรือบริเวณแผลผ่าตัด
กลุ่มเสี่ยง ไส้เลื่อนขาหนีบมักพบในชายวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ หรือผู้ที่ยกของหนัก น้ำหนักตัวมาก เป็นโรคต่อมลูกหมากโต/โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง/โรคถุงลมโป่งพอง มีภาวะท้องผูกหรือเบ่งถ่ายเป็นประจำ ส่งผลให้ความดันช่องท้องเพิ่มขึ้น หรือผู้ที่เคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อนอาจเกิดไส้เลื่อนที่แผลผ่าตัดได้ ส่วนผู้หญิงมักเป็นไส้เลื่อนใต้ขาหนีบ ไส้เลื่อนกระบังลม และไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน นอกจากนี้ยังพบไส้เลื่อนที่สะดือ หรือที่เรียกว่าสะดือจุ่นโป่งขณะทารกแรกเกิดร้องไห้
อาการ ปวดหน่วง ๆ เหมือนมีอะไรไหลออกมา มีก้อนตุงผิดสังเกต หรือเจ็บบริเวณก้อน ก้อนผลุบเข้าออกได้และยุบหายเมื่อนอน หากปวดหรือไม่สามารถดันไส้เลื่อนกลับได้ ควรพบแพทย์โดยเร็ว หากปล่อยไว้ไส้เลื่อนอาจถูกบีบรัดจนขาดเลือดและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อันตรายได้
การรักษา ควรตรวจเพื่อแยกโรคอื่น อาทิ ก้อนเนื้องอก ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ถุงน้ำที่อัณฑะ/อัณฑะบิดตัว เป็นต้น หากไส้เลื่อนติดคา แพทย์จะนำไส้เลื่อนกลับเข้าที่เดิมแล้วจึง ผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบผ่านกล้องส่องผนังหน้าท้อง แบบไม่ทำลายเยื่อบุช่องท้อง (Laparoscopic Total Extraperitoneal Hernia Repair : TEP) เพื่อเลาะพังผืดซึ่งใกล้กับอวัยวะสำคัญอย่างเส้นเลือดหรือเส้นประสาทจำนวนมาก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยเจาะรูเล็ก 3 รูบริเวณผนังหน้าท้องเพื่อนำลำไส้กลับไปตำแหน่งเดิม และเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่เป็นจุดอ่อนด้วยแผ่นตาข่ายสังเคราะห์ขนาดใหญ่ 10×15 ซม.ปิดจากภายในช่องท้อง สามารถป้องกันไส้เลื่อนอื่นบริเวณขาหนีบและลดอัตราการกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำได้ แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เร็ว

โรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี (Hepato, Pancreato and Biliary Diseases)
ตับอักเสบเฉียบพลัน จากเชื้อไวรัส ไขมันพอกตับ ยา/สารเคมี/ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากต่อเนื่อง ส่งผลให้ตับโต ดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง น้ำหนักลด ปวดท้องใต้ชายโครงขวา หากเป็นเรื้อรังเซลล์ตับจะถูกทำลายเกิดภาวะตับแข็ง (ท้องมานบวมโต อาเจียนเป็นเลือด) ตับวาย และเป็นมะเร็งตับได้ กรณีตับอักเสบในระยะไม่รุนแรง การหยุดดื่มแอลกอฮอล์และทานวิตามินเสริมจะช่วยให้ตับกลับมาเป็นปกติได้
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เกิดจากดื่มแอลกอฮอล์หรือมีนิ่วอุดตันท่อน้ำดี ปวดท้องร้าวทะลุไปด้านหลัง มักเกิดฉับพลันและนานหลายชั่วโมง รักษาได้โดยส่องกล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออก (ERCP) ในกรณีที่พบนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าตัดถุงน้ำดีร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ซีสต์หรือเนื้องอกที่ตับ/ตับอ่อน มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก คลำพบก้อน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ดีซ่าน กรณีตรวจพบเร็วสามารถผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อลดการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง และลดอัตราการเป็นมะเร็ง

ท่อน้ำดีตีบตันหรือโป่งพอง อาการสำคัญคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด การผ่าตัดผ่านกล้องโดยตัดส่วนผิดปกติของท่อน้ำดีแล้วต่อลำไส้กับท่อน้ำดีที่ขั้วตับ ช่วยชะลอความเสื่อมของตับ และลดโอกาสเป็นมะเร็งของท่อน้ำดี

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
สาเหตุ เกิดจากมีสิ่งอุดตันหรือต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณท้องหรือเนื้องอก ทำให้ไส้ติ่งอักเสบบวม
อาการ ปวดจุกแน่นท้องรอบสะดือ แล้วย้ายไปปวดที่ท้องด้านล่างขวา อาจมีไข้คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดมากขึ้นแม้ขยับตัวหรือไอ
การรักษา การตรวจวินิจฉัยแยกโรคเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไส้ติ่งมีโอกาสแตกง่ายจากการวินิจฉัยที่ล่าช้าหรือผิดพลาด เนื่องจากอาการปวดใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ อาทิ นิ่วในท่อไต ปีกมดลูกอักเสบ โรคกระเพาะอาหาร หากไส้ติ่งอักเสบหรือแตกใหม่ ๆ สามารถผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน อาทิ คลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ เกิดฝีหนองกลายเป็นลำไส้อุดตัน หรือติดเชื้อในกระแสเลือด จำเป็นต้องใช้ทีมศัลยแพทย์ที่ชำนาญผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อไม่เกิดการบาดเจ็บต่อท่อไต เส้นเลือด หรือเส้นประสาท เป็นต้น

เนื้องอก/มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย Rectal Cancer VS ริดสีดวงทวาร Hemorrhoids
กลุ่มเสี่ยง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือมีอายุ 50ปีขึ้นไป ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียสลับท้องผูก ถ่ายเป็นเม็ด ถ่ายไม่สุด ในระยะแรกมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารภายในจนนำสู่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้
การรักษา โดยทีมแพทย์สหสาขา Multidisciplinary Tumor Boards ร่วมกันวางแผนรักษาโดยใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กรักษาก้อนเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ส่วนปลาย เทคนิคเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักไว้ Sphincter Saving Surgery โดยไม่ผ่าตัดเปิดหน้าท้องทำทวารเทียมเพื่อขับถ่ายได้ปกติ ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ผ่าลดขนาดกระเพาะ รักษาโรคอ้วน Bariatric surgery
กลุ่มเสี่ยง โรคอ้วน หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) >35 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ไขมันพอกตับ เป็นต้น
การรักษา การผ่าตัดผ่านกล้องลดขนาดกระเพาะ เพื่อรักษาโรคอ้วน เป็นการผ่าตัดแผลเล็กให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กและดูดซึมอาหารได้น้อยลง โดยตัดส่วนที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออก นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ยังทำให้โรคแทรกซ้อนที่มากับโรคอ้วน รวมถึงคุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น

อัมพาตไม่ว่าวัยไหนก็ต้องระวัง

โรคอัมพาตขาเป็นโรคที่ทุพพลภาพอย่างมากและผู้ป่วยก็เจ็บปวดอย่างมากทางการแพทย์ผู้ป่วยมีอาการต่อไปนี้:

1. ความเจ็บปวด: ความเจ็บปวดจากช่องท้องส่วนบนถึงเท้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงบางครั้งก็เป็นเข็มนับหมื่นเท่าบางครั้งก็เหมือนมีดบางครั้งก็เป็นไฟและร่างกายท่อนล่างทั้งหมดจะแข็งเหมือนซีเมนต์

2. กล้ามเนื้อกระตุก: จะมีเสมหะจากเอวถึงเท้าและแพ้เสียงเสียงฉับพลันจะทำให้เจ็บปวดและอัมพาตซ้ำเติม

3. จากเอวถึงเท้าจะไม่เหงื่อไข้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าท้องผูกและอื่น ๆ

4. ไม่หยุดยั้ง: ผู้ป่วยอัมพาตสมองข้อมูลการควบคุมสมองเกี่ยวกับปัสสาวะไม่สามารถส่งดังนั้นผู้ป่วยจะไม่รู้สึกปัสสาวะและไม่มีเวลาและสถานที่ปัสสาวะ ต้องถ่ายปัสสาวะเพื่อถ่ายอุจจาระและอุจจาระจะต้องถูกขับออกมาเพื่อช่วยในการขับถ่าย

5. การสูญเสียความรู้สึกทางผิวหนัง: ผู้ป่วยไม่รู้สึกถึงแรงกดบนพื้นผิวของผิวหนังความเจ็บปวดและความไวต่ออุณหภูมิ

6. อัมพาตแขนขา: ความเจ็บปวดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ป่วยอัมพาตขาเป็นอัมพาตแขนขาการดำเนินชีวิตไม่สะดวกมาก

7. กล้ามเนื้อลีบ: ผู้ป่วยโรคอัมพาตขาอยู่บนเตียงเป็นเวลานานกิจกรรมกล้ามเนื้อมีขนาดเล็กมากกล้ามเนื้อโภชนาการและออกซิเจนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นเวลานานจะปรากฏกล้ามเนื้อลีบและเนื่องจากการขาดโภชนาการจะผลิตผิวแห้ง desquamation และอาการอื่น ๆ

นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้นแล้วโรคอัมพาตขาก็จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนบางชนิดที่ร้ายแรงและยากต่อการรักษาและควรระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ในการดูแลประจำวัน

  1. โรคริดสีดวงทวาร: ยังเป็นที่รู้จักแผลความดัน การเกิดสิวส่วนใหญ่เกิดจากเตียงหรือเตียงกึ่งปกติของผู้ป่วยการบีบอัดบางส่วนและความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยไม่มีการรับรู้การไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อล้างเท้าหรือล้างมือถ้าคุณมีสุขอนามัยไม่ดีเมื่อคุณมีสิวก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อ พื้นที่ที่พบบ่อยที่สุดของสิวคือก้น, ก้น, สะโพก, ส้นเท้า, ฯลฯ ซึ่งมีการสัมผัสกับพื้นผิวเตียงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อไม่ดี

2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาตขาจะพัฒนาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ส่งผลให้เกิดสุขอนามัยและการติดเชื้อในท้องถิ่น

3. โรคปอดบวม

เนื่องจากการนอนพักเป็นเวลานานผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาตขามีการหลั่งของปอดไม่ดีอัมพาตของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจและขาดความแข็งแรงและไอซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคปอดบวม

กินผิดวิธีอันตราย “ผัก” กินผักให้ถูกวิธี

“กะหล่ำปลี ถั่วงอก หน่อไม้และมัน ถั่วฝักยาว และผักโขม … กินดิบได้ แค่ระวังในบางคน”

  • กะหล่ำปลี – คนปรกติกินดิบได้ จำกัดเฉพาะผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ เพราะสารกอยโตรเจน (Goitrogen) จะขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ แต่ถ้าเอาไปผ่านความร้อน กอยโตรเจนจะสลายไป … ที่ต้องกังวลคือสารเคมีตกค้างได้ ต้องล้างให้ดีก่อนกินดิบ

  • ถั่วงอก – กินดิบได้ แต่ต้องระวังเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน ควรล้างให้สะอาดหรือแช่น้ำด่างทับทิมก่อนเพื่อฆ่าเชื้อ คนที่ควรระวังจึงเป็นคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์

  • ถั่วฝักยาว – กินดิบให้ระวังยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะพวกยาดูดซึม การล้างธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สัก 5 นาที อาจทำ 2 ครั้ง หรืออาจหักเป็นท่อนๆ ก่อนแช่

  • หน่อไม้ดิบ และมันสำปะหลัง – อันนี้ห้ามกินดิบจริง เพราะมีสารไซยาไนด์อยู่ตามธรรมชาติ ควรต้มในน้ำเดือดก่อน ประมาณ 10 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ 90%

  • ผักโขม – กินดิบได้ ยกเว้นเฉพาะคนที่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) จะไปต้านการดูดซึมธาตุเหล็ก และแคลเซียม

มะเร็งตับ โรคร้ายที่พบบ่อย

มะเร็งตับ เป็นอีกหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อย โดยพบเป็นอันดับ 1 ในเพศชายที่ป่วยเป็นมะเร็ง และพบเป็นอันดับ 4 ของทั้งเพศชายและเพศหญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง มะเร็งตับเป็นโรคร้ายที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการรักษาหลายวิธี ที่สำคัญคือการเฝ้าระวังการเกิดโรคอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีตรวจสุขภาพและอื่น ๆ หากรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ มีอาการอย่างไร?

โรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการแสดง โดยจะมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นขนาดเล็กประมาณ 2-3 เซนติเมตร เป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยอาจรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับเมื่อตรวจสุขภาพ ส่วนอาการแสดงของโรคมะเร็งตับนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์มะเร็งมีขนาด 10 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยาก

การรักษาโรคมะเร็งตับ

การรักษาโรคมะเร็งตับมีหลายวิธีด้วยกัน เลือกใช้ตามอาการของคนไข้ หากป่วยระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด แต่ถ้าอาการที่เป็นมากกว่าระยะเริ่มต้นอาจใช้การรักษาเฉพาะที่ ด้วยวิธีฉีดยาเข้าเส้นเลือดเพื่อให้เซลล์มะเร็งยุบลง หรือถ้าหากอยู่ในระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่น อาจใช้วิธีการรักษาด้วยยามุ่งเป้า ซึ่งเป็นตัวยาในปัจจุบันที่ใช้รักษามะเร็งนอกเหนือจากเคมีบำบัดซึ่งมีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า

วิธีการรักษาโรคมะเร็งตับที่หายขาด

มะเร็งตับเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน ใช้ได้กับผู้ป่วยระยะเริ่มต้น มีทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่

  • ผ่าตัดรักษาตับ
  • ผ่าตัดเปลี่ยนตับ
  • ใช้ความร้อนฆ่าเซลล์มะเร็งที่ตับ

ผลการรักษาด้วยการผ่าตัด หากสามารถผ่าตัดชิ้นเนื้อมะเร็งออกได้ทั้งหมด สามารถหายขาดได้ แต่ที่ต้องระวังคือการกลับมาเป็นซ้ำ จึงต้องมีการติดตามอาการของคนไข้อย่างต่อเนื่อง

ข้อจำกัดในการรักษามะเร็งตับ

  • กายวิภาคตับค่อนข้างซับซ้อน การรักษามะเร็งตับจึงรักษาได้ยาก
  • มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดมากพอสมควร ที่ผ่านมามีอัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดรักษามะเร็งตับร้อยละ 3
  • ผลการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตัวคนไข้ ภาวะการทำงานของตับ หากร่างกายคนไข้ไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย หรือถ้าหากภาวะการทำงานของตับเสื่อมประสิทธิภาพจะมีความเสี่ยงต่อภาวะไตวายจากการผ่าตัด
  • สามารถรักษาให้หายขาดได้ในระยะเริ่มต้น หากเป็นมากจะรักษาได้ยาก
  • การผ่าตัดเปลี่ยนตับสามารถทำได้ในคนไข้ที่มีอาการไม่มาก และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
  • ในผู้ป่วยที่มีภาวะตัวเหลือง ขาบวม ท้องโต แสดงออกถึงภาวะการทำงานของตับที่เสื่อมประสิทธิภาพ การรักษาด้วยการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการได้รับยาที่รุนแรง อาจเป็นอันตราย

การรักษามะเร็งตับด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก

ปัจจุบันพบว่ามีการรักษามะเร็งตับหลายวิธีด้วยกัน นอกจากแพทย์แผนปัจจุบันยังมีแพทย์ทางเลือกต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยเลือกรักษา แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าแพทย์ทางเลือกจะให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแนะนำว่าถ้าหากผู้ป่วยยังมีอาการไม่มาก มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพื่อลดอัตราการเสียโอกาสในการรักษาให้หายขาด เพราะถ้าหากเลือกรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกก่อนแล้วไม่ได้ผล อาจทำให้อาการป่วยลุกลามจนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน

การรักษามะเร็งตับด้วยแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับแพทย์ทางเลือกเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ เพราะทำให้การประเมินผลการรักษาเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในกรณีที่อาการป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา และการได้รับยารักษาโรคหลายขนานพร้อมกันอาจทำให้ยาเสริมฤทธิ์กันมากเกินไป หรืออาจทำให้ยาหักล้างกันได้ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่มากขึ้น

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ

  • ผู้ที่ดื่มสุรามาก ๆ
  • ผู้ใช้ยาบางชนิด ที่เสี่ยงต่อโรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี
  • ผู้ที่มีภาวะตับแข็ง
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับ

การสังเกตตัวเองเพื่อเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ

หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อการคัดแยกโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นำไปสู่การรักษาให้หายขาดได้