มารู้จักวิธีการสังเกตโรคมะเร็งด้วยตัวเองกันเถอะ 

เชื่อว่าใครหลายหลายคนพอได้ยินคำว่าโรคมะเร็งก็มีอาการกลัวไม่มีใครอยากที่จะเป็นโรคนี้กันทั้งนั้นเพราะต่างก็รู้กันดีว่าโรคมะเร็งนั้นหากเป็นแล้วถ้าไม่รักษาตั้งแต่เนิ่นเนินก็มีแต่ตายกับตายสถานเดียวแต่พวกเราต่างก็รู้กันดีว่าหากใครที่เป็นโรคมะเร็งแล้วนั้น

มักจะไม่ค่อยทราบในช่วงที่มีการเป็นโรคมะเร็งในช่วงแรกๆแต่จะมารู้ตัวอีกทีก็เป็นโรคมะเร็งกันในระยะสุดท้ายแล้วทั้งนั้นซึ่งพอจะรักษาก็ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงทีเสียแล้วโดยมะเร็งจะ แบ่งระยะการฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณสี่ช่วงด้วยกันคือระยะที่หนึ่งที่สองเรามักจะไม่ค่อยรู้เพราะไม่มีอาการอะไรบ่งชัดว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็ง

แต่เมื่อใดก็ตามที่โรคมะเร็งลามไปถึงระยะที่สามและสี่นั้นแสดงว่าการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้นเป็นไปได้ยากมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่จะสังเกตตัวเองว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ได้เลยดังนั้นในวันนี้เราจะมาสอนวิธีสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตัวเราเองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่กำลังจะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่

1 ถ้าเราพบว่าผิวหนังบริเวณใดมีลักษณะเป็นก้อนหนาหนาหรือเป็นชั้นหนาหนาหรือหากพบก้อนที่บริเวณเต้านมหรือแม้แต่ทุกส่วนในร่างกายก็ถือว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคมะเร็งได้

2 ให้เราคอยสังเกตไฝบนร่างกายของเราให้ดีว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการทันการแตกหรือมีความผิดปกติอะไรหรือไม่หรือบางที่มีไฟเกิดขึ้นมาใหม่หรือไม่ซึ่งนี่ก็คือการเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

3 ให้ลองสังเกตตัวเองว่ามีอาการบาดเจ็บอะไรที่เราเจ็บนานนานโดยไม่หายสักทีหรือไม่ซึ่งนี่ก็อาจจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

4คอยสังเกตอาการของเสียงว่ามีเสียงแหบหรือมีการไอเรื้อรังหรือเปล่าหากว่ารักษายังไงก็ยังไม่หายสักทีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน

5 แล้วคุณสังเกตแม้แต่เรื่องการขับถ่ายอุจจาระของเราหรือปัสสาวะของเราเพราะสิ่งเหล่านี้ก็มีผลต่อการเป็นสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเช่นเดียวกันซึ่งหากมีอุจจาระปนเลือดหรือปัสสาวะผลเลือดแสดงว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว

6 คนบางคนอยู่ดีดีก็กินอาหารแล้วเจ็บคอกลืนอะไรก็ลำบากรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนไม่ค่อยหิวหรือแม้แต่กินแล้วกินเดี๋ยวก็อิ่มหากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารการกินแบบนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน

ที่กล่าวมาทั้งหกข้อนี้ไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะถือว่าเราเป็นโรคมะเร็งนะคะเพียงแต่ว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะเป็นมะเร็งได้ดังนั้นถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ควรไปที่โรงพยาบาลให้แพทย์ทำการตรวจรักษาดีกว่าค่ะ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

อาหารสามมื้อที่มีประโยชน์

ทุกคนคงจะมีปัญหาในเรื่องการกินอาหารไม่ว่าจะมื้อเช้า มื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นว่าจะทานอะไรกันดีวันนี้เราจะมาแนะนำอาหารให้กับทุกคนกัน

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญอย่างมากฉะนั้นเราควรจะทานอะไรที่มีประโยชน์ลงไปเช่น ขนมปังหรือแซนด์วิซ ไข่ต้ม ซีเรียล โยเกิร์ต ผลไม้หรือน้ำผลไม้ 

การทานอาหารเช้านั้นเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง?

-ช่วยให้ความจำดี การรับประทานอาหารเช้าทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียน

-ช่วยในการคุมน้ำหนักได้เพราะตั้งแต่มื้อดึกจนถึงเช้าอีกวันเราอดอาหารเกือบ12ชั่วโมง

-ช่วยพัฒนาสมอง เพราประโยชน์ของอาหารที่เราทานจะเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

เห็นไหมว่ามื้อเช้าสำคัญมากจริงๆและเราได้สารอาหารและประโยชน์จากมื้อเช้าได้มากที่สุดเพราะฉะนั้นอย่าอดมื้อเช้ากันนะต่อมาเรามาดูอาหารกลางมื้อเที่ยงสำหรับคนที่คิดเมนูไม่ออกว่าจะรับประทานอะไรดี งั้นเรามาดูอาหารที่เราแนะนำกันเลยดีกว่า

มื้อเที่ยงส่วนใหญ่จะมีปัญหาตรงที่คิดเมนูไม่ออกและเร่งรีบในการทานด้วยเพราะส่วนมากจะเป็นพนักงานตามบริษัทหรือโรงงานมารับประทานจึงต้องมีความรวดเร็วในการทานอาหารเราจึงขอแนะนำอาหารมื้อเที่ยงเป็นดังนี้

-ข้าวผัดทะเลยหรือหมู ไก่

-กระเพราหมูสับ,ไก่,หมูกรอบ,กุ้ง,หมึก

-ก๋วยเตี๋ยว,ต้มยำ,ไก่ตุ๋น,หมูตุ๋น,หรือก๋วยเตี๋ยวแห้ง

จากที่แนะนำไปเป็นเมนูง่ายๆและผู้คนก็รับประทานกันเยอะมากแต่สำหรับบางคนคิดเมนูยากกว่าจะคิดออกก็อาจจะเสียเวลาตรงนั้นเราเลยคิดเมนูง่ายๆและรับประทานกันเยอะมาให้คุณดู

มาที่มื้อสุดท้ายก็คือมื้อเย็นก็ถือว่ามีปัญหาอย่างมากสำหรับสาวๆเพราะมื้อนี้จะทำให้น้ำขึ้นได้ง่ายๆฉะนั้นเราควรเลือกอาหารที่ประโยชน์อร่อยและควบคุมน้ำหนักเราได้เช่น น้ำพริกกับผัก ยำ ต้มยำหรือส้มตำไก่ย่าง เพราะมีส่วนผสมของผักผลไม้อยู่แต่ที่จริงแล้วมื้อเย็นก็ไม่ได้ทานยากอย่างที่คิดเพียงแค่คุณทานผักใบเขียว

หรือสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่ในอาหารที่คุณทานแค่นั้นก็สามารถทำให้คุณทานได้อย่างตามใจปากแค่คุณทานอาหารให้ครบห้าหมู่ทานอาหารที่มีผักผลไม้เยอะๆก็สามารถควบคุมน้ำหนักของตัวเราได้แต่สาวๆหลายคนมีพฤติกรรมกินจุกจิกในมื้อดึกก็ควรทานให้น้อยลงหรือเปลี่ยนเป็นทานผลไม้หรือนมแทนหรือขนมอะไรก็ได้ที่ทำมาจากธัญพืชก็เปลี่ยนการกินให้เป็นแบบนี้แทนเพื่อสุขภาพร่างกายของเราด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ตรวจเอดส์ไม่เจอ

มาทำความรู้จักโรคไบโพลาร์กันเถอะ

           สมัยก่อนในยุคที่ข้อมูลข่าวสารยังไม่มากมายเท่านี้เคยเห็นบางคนมีอารมณ์ปรวนแปรผิดปกติโดยมีความรู้สึกว่าทำไมเขาถึงดูดีใจซะเว่อร์จนน่าหมั่นไส้ หรือบางเรื่องที่เป็นเรื่องปกติสำหรับเราทำไมเขาถึงต้องโศกเศร้ามากขนาดนั้น

จนมาถึงตอนนี้ได้มีการติดตามข่าวสารมากมาย ทั้งจากทางเฟสบุ๊ค  ทางไลน์ ทางอินสตาร์แกรม หรือแม้แต่ทางทวิตเตอร์ ทำให้ทราบว่าคนที่มีอารมณ์รุนแรงสลับกันไปมสาระหว่างดีใจกับเสียใจนั้น ที่จริงเข้าไม่ได้บ้า เพียงแต่เขาเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีภาวะทางอารมณ์สองขั้ว นั้นคือ เป็นโรคไบโพลาร์ 

          สำหรับอาการของคนเป็นโรคนี้ก็อย่างที่เกรินไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่าจะมีอารมณ์สลับกันไปมาระหว่างดีใจกับเสียใจ โดยมีลักษณะที่ดีใจหรือเสียใจมากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งถ้าหากคนที่เป็นโรคนี้อารมณ์ดี อาการของเขาก็จะร่าเริงมากเว่อร์ เขาจะรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์ไม่ค่อยคงที่ หงุดหงิด โมโหง่ายคิดเร็วทำเร็ว ทำให้ประมาท เสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดพลาดสูง  หรือถ้าคนเป็นโรคนี้อยู่ในภาวะอารมณ์ซึมเศร้า  ลักษณะของเขาจะดูเหมือนคนไม่มีแรง ไม่มีความกระตือรือร้น ดูเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่มีความสุขในชีวิต

          คนที่เป็นโรคนี้มีสาเหตุมาจาก สารในระบบประสาทไม่มีความสมดุลกัน โดยจะมีอยู่ 3 สารคือ นอร์อะดรีนาลีน ตัวนี้จะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท สารเซโรโทนิน ตัวนี้จะควบคุมเกี่ยวกับการสั่งการ และสุดท้าย สารโดปามีน ตัวนี้จะเป็นตัวควบคุมความรู้สึก เมื่อทั้ง 3 ตัวนี้เกิดความไม่สมดุลขึ้นจึงทำให้สมองสั่งงานผิดปกติ

          สำหรับโรคนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการติดต่อทางกรรมพันธุ์หรือไม่ แต่สาเหตุหลักๆเลยคือผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ต้องมีญาติหรือคนใกล้ชิดที่ปัญหาทางด้านอารมณ์ หรืออาจเกิดจากเคยผิดหวังอย่างรุนแงมาก่อน

          สำหรับการรักษานั้น เป็นการรักษาด้วยการกินยา ซึ่งตัวยาจะเข้าไปช่วยปรับสารทั้ง 3 ตัวให้เกิดสมดุลกัน  แต่การรักษาโรคไบโพลาร์นี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นแค่การรักษาให้อาการดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าผู้ป่วยหยุดกินยา อาการของโรคก็จะกลับมาเป็นได้อีก ดังนั้นจึงควรกินยาเป็นประจำสม่ำเสมอ การรักษานอกเหนือจากการกินยาแล้วทางแพทย์จะมีการให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์ เพื่อปรับสภาพจิตใจ 

           หากไม่อยากเป็นโรคไบโพลาร์ ควรดูแลสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของเราให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะทำให้เราเครียดที่สำคัญระวังเรื่องการใช้ยาที่มีผลกระทบเกี่ยวกับสมอง

           การที่เราเป็นโรคไบโพลาร์มีความเสี่ยงที่จะทำให้เราเป็นโรคอื่นได้ด้วยเช่น โรคไมเกรน โรคทางจิต ดังนั้นอย่าลืมรักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจของเราให้แข็งแรง

 

ขอบคุณ  แทงหวยมาเลย์  ที่ให้การสนับสนุน

คุณรู้หรือไม่ อาการผีอำ คือโรคชนิดหนึ่ง

         เชื่อว่าหลายๆคน คงเคยมีประสบการณ์ที่เรียกว่าผีอำ กันมาบ้าง บางคนเป็นบ่อยแต่บางคนก็จะนานๆครั้ง อาการของผีอำจะมีลักษณะเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น เหมือนมีอะไรมากดทับทำให้ขยับตัวไม่ได้

  ส่วนใหญ่คนที่มีอาการผีอำนี้จะมีลักษณะท่านอนในการนอนหงาย ด้วยลักษณะอาการแบบนี้ทำให้หลายคนมีความเชื่อว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงแล้วในทางวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าอาการผีอำนั้นคือSleep Paralysis คือการที่ร่างการรู้สึกตัว

แต่ไม่สามารถขยับตัวได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นสักพักก็จะหายไปเอง   ในทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาการผีอำ คือภาวะของคนที่มีอาการเครียดมากๆ หรือคนที่อดนอน หรือพวกที่ชอบใช้สารกระตุ้นเยอะ

           อาการผีอำนั้นส่วนใหญ่จะมีอาการอยู่ 2 ช่วงคือ ช่วงใกล้หลับและช่วงใกล้ตื่น โดยกรณีที่เกิดอาการผีอำช่วงใกล้หลับนั้นจะเกิดจากที่ร่างกายจะค่อยๆผ่อนคลายและกำลังหลับ แต่จะยังมีความรู้สึกอยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนว่า ร่างกายขยับไม่ได้ อีกช่วงคือช่วงใกล้ตื่น สำหรับช่วงนี้เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อในร่างกายกำลังหยุดทำงาน แต่การรับรู้เริ่มรับรู้ก่อน ทำให้รู้สึกเหมือนขยับตัวไม่ได้

          อย่างไรก็ดี อาการผีอำนอกจากจะทำให้รู้สึกว่าร่างกายขยับไม่ได้แล้ว ยังมีอาการอื่นเพิ่มด้วยเช่น บางครั้งหายใจลำบาก และบางคนเห็นภาพหลอน ทำให้ผู้ที่มีอาการผีอำรู้สึกหวาดกลัว สำหรับอาการผีอำนี้แต่ละคนจะใช้เวลาในการหายจากอาการผีอำแตกต่างกันไป

          สำหรับคนที่พบว่ามีอาการผีอำบ่อย จะพบว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย มีการเปลี่ยนแปลงเวลานอนบ่อย เช่น กลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะ และนอนหลับในท่านอนหงาย หรือพวกที่ใช้ยาเสพติด

          สำหรับการรักษาอาการผีอำนั้น ไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่ไหน เมื่อเรามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน คือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ครบวันละ 6-8 ชั่วโมงมีการนอนเป็นเวลาคือนอนและตื่นเวลาเดิมเสมอๆ และควรมีการเปลี่ยนท่านอนจากเดิมที่เคยนอนหงายก็เปลี่ยนเป็นนอนตะแคง และที่สำคัญก่อนนอนควรหาอะไรทำให้ผ่อนคลาย

อย่าเครียดตอนก่อนนอนเพราะจะส่งผลกับการเกิดโรคผีอำได้ หากทำได้ตามที่แนะนำ อาการผีอำก็จะหายไปเอง  และสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน หรือเป็นโรคนอนไม่หลับ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาเฉพาะทางของโรคนั้นๆ ซึ่งถ้ารักษาโรคนอนไม่หลับหาย อาการของโรคผีอำก็จะหายไปเองเช่นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

หน้ากากอนามัยจำเป็นสำหรับใครบ้าง

ในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด หน้ากากอนามัยจำเป็นสำหรับใครบ้าง

     หลายคนมีคำถามว่าในช่วงที่กำลังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในตอนนี้นั้นทุกคนจำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่หรือควรจะเลือกใส่เฉพาะคนที่มีอาการไม่สบายเท่านั้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อออกมาสู่คนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี

เพราะหลายคนอาจจะสับสนกับข้อมูลของต่างประเทศที่ต่างประเทศมักจะมีการรณรงค์ไม่ให้ใส่หน้ากากอนามัยสำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงแต่หน้ากากอนามัยจะสวมใส่ได้เฉพาะคนที่มีอาการติดเชื้อไวรัสรวมถึงมีอาการป่วยด้านอื่นๆเท่านั้นอันที่จริงแล้วโดยปกติแล้วคนที่ไม่สบายคือคนที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยและคนที่สุขภาพแข็งแรงก็ไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย

แต่ด้วยในสภาวะปัจจุบันอาการป่วยไข้ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้เกิดจากอาการป่วยไข้ธรรมดาแต่เป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายที่จะสามารถแพร่มาสู่ตัวเราเองได้รวมถึงทางผู้ป่วยเอง

บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายที่พร้อมจะแพร่เชื้อให้กับคนอื่นได้ดังนั้นในช่วงนี้การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกคนไม่ว่าคนๆนั้นจะมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในร่างกายหรือไม่มีเชื้อไวรัสกรุณาอยู่ในร่างกายก็แล้วแต่ต่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

แค่ไหนก็ควรจะสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัสจากช่องทางอื่นที่อาจจะแพร่เข้าสู่ร่างกายแล้วทำให้เราเจ็บป่วยได้  หลายคนได้รับข้อมูลข่าวสารมาว่าการสวมใส่หน้ากากอนามัยนั้นจะทำให้มีโอกาสที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ง่ายเพราะเมื่อเรานำมือไปสัมผัสกับเชื้อโรคโดยที่ไม่ตั้งใจแล้วเรามาจับที่ใบหน้าเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางใบหน้าหูตาจมูกก็ได้

ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่สวมใส่หน้ากากอนามัยมักจะพบปัญหาว่ารู้สึกหงุดหงิดอึดอัดเวลาใส่หน้ากากอนามัยทำให้มักด่าเอามือมาจับแถวบริเวณหน้ากากอนามัยอยู่บ่อยครั้งดังนั้นนี่เองจึงเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  

สำหรับข้อมูลในส่วนนี้นั้นเราได้มีการรณรงค์กันแล้วว่าในช่วงนี้ให้ทุกคนมีการใช้เจลล้างมือหรือล้างมือด้วยการใช้น้ำยาล้างมือให้บ่อยครั้งมากที่สุดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่เราอาจจะเผลอไปจับโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ  ดังนั้นหากเรามีการดูแลตนเองด้วยการใช้เจลล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่มือของเราอยู่บ่อยครั้งถึงแม้ว่าเราจะนำมือมาสัมผัสที่ใบหน้าความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา

ก็จะมีน้อยลงดังนั้นเราจึงสามารถสรุปได้ว่าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในขณะนี้การสวมใส่หน้ากากอนามัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในการที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจากบุคคลอื่นเข้ามาหาเราถึงแม้ว่าเราจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็ตามทีแต่ถ้าหากใครไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยแล้วก็อัตราการเสี่ยงเกือบ 100% ที่คุณจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นมีมากที่สุด 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยลาว

อาหารยิ่งกินยิ่งอ้วน

อาหารที่เรารับประทานนั้นถึงแม้จะช่วยทำให้ร่างกายอิ่มท้องและสามารถดำเนินชีวิตได้ในทุกวันนั้น ถึงแน่นอนว่าถึงแม้อาหารจะเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แต่ในอาหารบางชนิดนั้นถึงแม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดเป็นผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันนั่นเอง และผลเสียทีว่านี้นั้นก็คือผลเสียต่อสุขภาพต่างๆรวมไปถึงโรคอ้วนด้วยนั่นเอง

อาหารที่ยิ่งกินยิ่งอ้วนนั้นส่วนมากจะเป็นอาหารมีประโยชน์เพียงแต่ต้องรับประทานในเวลาและปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากมีการรับประทานที่ผิดเวลาและในปริมาณที่มากมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันและทำให้อ้วนในที่สุดนั่นเองและอาหารที่คนส่วนใหญ่นิยมรับปะทานนั้นเพราะคิดว่ายิ่งกินเยอะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ก็คืออาหารประเภทแป้งนั่นเอง และหลายความเชื่อผิดๆที่ว่ากินแป้งหรือขนมปังที่เป็นโฮลวีตนั้นจะทำให้ไม่อ้วนซึ่งจริงแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งกินยิ่งอ้วนนั้นเอง ถึงแม้ว่าขนมปังโฮลวีตจะทำมาจากแป้งโฮลวีตที่ไม่ได้มีการขีดสีก็จริงแต่ขนมปังโฮลวีตนั้นก็จัดอยู่ในประเภทแป้งชนิดหนึ่ง

ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายเยอะๆก็จะถูกสะสมและถ้าหากร่างกายไม่ได้เอาพลังงานออกมาใช้ก็เกิดการสะสมเป็นไขมันนั่นเอง ดังนั้นขนมปังโฮลวีตเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับความจำเป็นที่ร่างกายต้องการนั่นเอง

อาหารที่ยิ่งกินยิ่งอ้วนในบางครั้งจะอยู่ในรูปแบบอาหารสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารที่ต้องนำไปเข้าไมโครเวฟทั้งหลาย เป็นอาหารที่แฝงไปด้วยโซเดียม เพราะเมื่อมีการนำเข้าไมโครเวฟแล้วนั้นจะเกิดโซเดียมจากอาหารออกมานั่นเอง

เพราะอาหารมีการไซโซเดียวปริมาณที่มาก นอกจากโซเดียวในอาหารสำเร็จรูปแล้วนั้นก็คือโซเดียมในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง ต้องบิกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นแฝงไปด้วยโซเดียวจากผงปรุงรสและเส้นในปริมาณที่มากเลยทีเดียวเราจะสามารถสังเกตได้จากเมื่อเรากินเข้าไปแล้วจะมีรสชาติที่อร่อย แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกหิวน้ำมากๆ

เพราะเกิดจากการที่สิ่งเหล่านี้นั้นมีโซเดียมเยอะนั่นเองและอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการบวมน้ำได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงคือการทำอาหารจากของสดและปรุงอาหารเองแต่ถ้าหากไม่มีเวลาควรจะเลือกอาหารสำเร็จรูปที่ไม่มีโซเดียวสูงหรืออาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและสามารถหาซื้อได้ง่าย เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋นและข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น ก็จะสามารถทำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียวสูงได้นั่นเองและรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ดนตรีบำบัด

การบำบัดมีทั้งการบำบัดทั้งทางใจและทางร่างกายและคนแต่ละประเภทนั้นก็มีการบำบัดและการเยียวยารักษาตัวเองที่แตกต่างกันอกไปและสิ่งที่ได้รับความนิยมในการช่วยบำบัดในเรื่องทางอารมณ์และจิตใจนั้นรวมไปถึงการบำบัดทางด้านร่างกาย ดนตรีบำบัดก็ยังถูกเลือกเป็นการบำบัดในสิ่งต้นๆ

ที่คนเริ่มทำกันเพราะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เลยและทำได้ง่าย ส่วนผลลัพธ์นั้นก็จะขึ้นอยู่แต่กับละบุคคลนั่นเองว่าคนแต่ละคนนั้นมีความอินและความชอบในสิ่งที่ทำมากแค่ไหนนั่นเอง

ดนตรีนั้นสามารถบำบัดจิตใจและร่างกายที่อ่อนล้าและร่วงโรยได้ เพราะในดนตรีนั้นประกอบไปด้วยดนตรีชนิดต่างๆที่เมื่อบรรเลงแต่ละชนิดและรวมกันออกมาแล้วจึงมีความไพเราะและเพลิดเพลินมากทำให้ดนตรีเป็นสิ่งที่สามารุช่วยในการบำบัดจิตใจและร่างกายได้นั่นเอง

เพราะเมื่อหูเราได้เริ่มมีการฟังดนตรีเกิดขึ้น ดนตรีนั้นก็จะส่งผลไปยังระบบประสาทต่างๆ ทำให้ระบบประสาทมีการปรับตัวและทำให้เกิดความเพลิดเพลินและผ่อนคลายนั่นเอง นอกจากดนตรีจะช่วยบำบัดในก้านอารมณ์จิตใจสามารถทำให้เราควบคุมจิตใจของเราได้และจะทำให้เรานั้นเป็นคนใจเย็นขึ้นเพราะเมื่อได้ฟังดนตรีขณะที่จิตใจมีความว้าวุ่นอยู่นั้น

จะทำให้เราได้มีความคิดหรือใช้ความคิดช่วงที่ฟังดนตรีนั่นเองจึงทำให้เราสามารถสงบจิตใจของตนเองได้ และทำให้จิตใจเราเกิดความสงบด้วยนั่นเอง แล้วนั้นดนตรีสามารถบำบัดร่างกายที่อ่อนล้าได้ด้วยเพราะเมื่อเราฟังเสียงดนตรี เมื่อสมองรู้สึกผ่อนคลายแน่นอนว่าร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลายได้ด้วย

นอกจากดนตรีจะช่วยบำบัดจิตใจและความอ่อนล้าทางด้านร่างกายแล้วนั้น ดนตรียังสามารถช่วยบำบัดลดความเครียดอีกด้วย เพราะการฟังดนตรีคือการสร้างความเพลิดเพลินบันเทิงใจให้กับเรานั่นเอง และเมื่อเกิดความเครียดการฟังดนตรีที่ชอบและปล่อยอารมณ์ไปกับดนตรีนั้นๆ

ก็จะทำให้เราผ่อนคลายและสามารถจัดการความเครียดต่างๆนั่นได้ พูดได้ว่าการใช้ดนตรีบำบัดมารักษาผู้ป่วยที่เกิดความเครียดนั้น เป็นวิธีการที่ค่อนข้างได้ผลมากเลยทีเดียว เพราะเมื่อผู้ป่วยได้ฟังดนตรีที่ตัวเองชอบและจดจ่ออยู่กับดนตรีเพียงสิ่งเดียว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกถึงความปลอดภัยทางด้านความคิดเมื่อได้ฟังดนตรีนั่นเอง

และการใช้ดนตรีบำบัดในช่วงก่อนนอนนั้นเป็นช่วงที่ได้ผลดีมากๆ เพราะเมื่อเราฟังดนตรีก่อนนอนจะทำให้เราผ่อนคลายและหลับง่ายสบายมากขึ้น ดนตรีจึงหมือนเป็นเสียงเพลงที่กล่อมประสาทและจิตใจเรานั่นเอง นอกจากนี้ดนตรีบำบัดจะช่วยในเรื่องบำบัดจิตใจผ่อนคลายอารมณ์แล้วการบำบัดด้วยดนตรีถือเป็นการเปิดมุมมองที่กว้างไกลในด้านของดนตรีอีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ลดความอ้วนด้วย 1975 Diet

เพราะเหตุไรถึงชื่อ 1975 Diet ?
จากข้อมูลพบว่า กรรมวิธีทานอาหารของชาวญี่ปุ่นในแต่ละช่วงแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา โดยมีตัวแปรสำคัญอย่างอิทธิพลจากตะวันตกที่เข้ามาเปลี่ยนกรรมวิธีการทำกับข้าว รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการทำของกินของชาวญี่ปุ่นมาเรื่อยโดยเมื่อเทียบกับสมัย 2005 ซึ่งเป็นสมัยมิลเลเนียมในตอนสมัย 1975 รวมทั้ง 1990 จะพบว่าของกินมีไขมันจากเครื่องในสัตว์น้อยกว่า แล้วก็ผู้คนยังมีอัตราการป่วยโรคอ้วนน้อยกว่า โดยในสมัย 1975 เป็นสมัยที่เจอคนเป็นโรคเบาหวาน แล้วก็ไขมันพอกตับต่ำที่สุด สาเหตุจากของกินของคนภายในสมัย 1975 จะย้ำความสดใหม่ของวัตดุดิบ มากยิ่งกว่าอาหารสำเร็จรูป อาหารบรรจุกระป๋อง หรือของกินที่ผ่านขั้นตอนการทำต่างๆ นั่นเอง

กรรมวิธีการรับประทานแบบ 1975 Diet
การกินเพื่อสุขภาพแบบคนภายในสมัย 1975 จะโฟกัสไปที่การใช้ผัก ผลไม้ พืชเชื้อสายถั่วต่างๆ สาหร่าย รวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ ไม่ว่าจะการกินน้ำผลไม้ แล้วก็เครื่องดื่มที่มีรสหวานต่างๆ ย่อมน้อยกว่าคนภายในสมัยอื่นๆ ด้วย

เทคนิคของการกินแบบ 1975 Diet

1. ใน 1 มื้อ มีของกินครบ 5 กลุ่ม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ รวมทั้งวิตามิน

2. ใช้วัตถุดิบสำหรับเพื่อการทำครัว 1 มื้อ ค่อนข้างจะหลากหลาย พิจารณาได้ว่าของกินของชาวญี่ปุ่นจะย้ำความหลากหลายมากยิ่งกว่าจำนวน คือ รับประทานหลายประเภท อย่างละนิดละหน่อย จัดเป็นชุดๆ สำหรับคน 1 คน

3. ย้ำการทำอาหารแบบต้ม นึ่ง ปิ้ง หรือรับประทานแบบปรุงสุกใหม่ๆ

4. เน้นย้ำโปรตีนจากปลา เต้าหู้ สินค้าจากถั่วอื่นๆ รวมทั้งเห็ด

5. เลือกกินผักสีๆ เพื่อได้วิตามิน แล้วก็สารอาหารที่แตกต่างกัน
6. แต่งรสด้วยวัตดุดิบจากธรรมชาติ ได้แก่ การต้มซุปจากปลาแห้ง หรือสาหร่าย

7. นอกจากนั้นยังย้ำถึงการปรุงรสอาหาร ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิเช่น มิโสะ (ที่เกิดขึ้นมาจากการดองด้วยถั่วเหลืองหรือข้าว และก็เกลือ) ซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชู มิริน และก็สาเก

แม้ต้องการสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงราวกับคนญี่ปุ่น ทดลองรับประทานอาหารแบบ 1975 Diet กันดูนะคะ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นของกินประเทศญี่ปุ่น ของกินไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

เครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มก่อนเข้านอน

บนโลกนี้สิ่งที่หายากแบบติดลำดับเลยก็คือ เวลานอน มันหายากมาก แต่จริง ๆ แล้ว ทุกคนต้องนอนเพื่อให้ร่างกายเราได้ซ่อมแซมระบบทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งถ้าเราไม่นอนร่างกายเราจะขาดความสมดุล แย่ลงเหนื่อยง่าย สมองล้า แต่ด้วยความที่พอมีภาระหน้าที่งานอาจจะทำให้เวลาการพักผ่อนนั้นน้อยลงไปอีก พอถึงเวลานอนก็อาจจะนอนไม่หลับ มาลองทบทวนกันดีกว่าว่าวันๆ นึง เราทานอะไรเข้าไปรึเปล่าถึงได้นอนไม่หลับ

เครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มก่อนเข้านอน

1. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
สาวๆ ที่เลิฟของหวาน หรือคุณผู้ชายต้องฟัง เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีคาเฟอีนหมด ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต โกโก้ เครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัว ดังนั้นเราไม่ควรดื่มสิ่งเหล่านี้ก่อนนอน หรือดื่มมากเกินไปในระหว่าง อาจจะทำให้คาเฟอีนหลงเหลืออยู่ เพราะร่างกายกำจัดออกไม่หมด ทำให้เกิดอาการตาค้าง ถ้าจะให้ดีคือ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอนจะดีที่สุด

2. เครื่องดื่มน้ำตาลสูง
เพราะว่าในตอนนอนนั้นเราไม่ต้องการใช้พลังงานอะไรมากมาย เพราะเป็นช่วงที่เหมือนกับว่าร่างกายกำลังรีเซ็ตเริ่มใหม่ปรับให้เข้าสู่สมดุล ดังนั้นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจะทำให้เกิดพลังงานมหาศาลในร่างกาย ทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นขณะหลับ เท่ากับร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลย เครื่องดื่มน้ำตาลสูงนอกจากจะมีน้ำอัดลมแล้ว ยังรวมไปถึงน้ำผลไม้ต่างๆ อีกด้วย

นอกจากอาหารที่เราทานก่อนนอน การออกกำลังกาย ปรับสภาพบรรยากาศในห้องนอน ทำสมาธิ ยังช่วยให้เรานอนหลับสนิท นอนหลับง่ายมากขึ้นได้ แต่หากใครมีปัญหานอนไม่หลับขั้นรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างถูกต้องค่ะ

7 ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากการทานไข่

7 ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากการทานไข่

จริงๆ แล้วการรับประทานไข่ อาจจะเป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่คนไทย ไม่ว่าจะเป็นผัดกะเพราก็ต้องมีไข่ดาว หรือไข่ต้มกับซอส หรือไข่เจียวหมูสับ เมนูไข่แทบจะอยู่ในชีวิตของเราเลย ซึ่งไข่นั้นมีประโยชน์มากๆ
1. ในการทานไข่เพียง 1 ฟอง คุณจะได้รับประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ โฟเลท วิตามินบี 5 วิตามินบี 12 วิตามินบี 2 ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม รวมไปถึง วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 แคลเซียม และซิงค์

2. ใครๆ ก็ว่าทานไข่จะทำให้มีคลอเรสเตอรอลสูง จริงๆ แล้ว ไข่นั้นอุดมไปด้วยคอลเรสเตอรอลที่ดี และไม่มีผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด ดังนั้นเชิญคุณทานไข่ได้ตามสบายเลย

3. ทำให้ค่าคลอเรสเตอรอล HDL สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะคลอเรสเตอรอลประเภทนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สโตรค และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้

4. อุดมไปด้วยสารโคลีน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเรา เนื่องจากโคลีนมีส่วนช่วยในการสร้างเยื่อบุเซลล์ และช่วยส่งเสริมการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้คุณมีความจำที่ดีขึ้นได้

5. ไข่ 1 ฟอง มีโคลีนสูงถึง 100 มิลลิกรัม และนับเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโคลีนสูงสุด หากมีการตั้งครรภ์ ไข่จะเป็นอาหารที่ดีมากเพราะโคลีนในไข่จะช่วยเสริมสร้างสมองให้แก่ลูกน้อย

6. ช่วยลดค่าคลอเรสเตอรอล LDL ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลประเภทที่ไม่ดี เพราะคลอเรสเตอรอลชนิดนี้จะส่งเสริมการเกิดโรคหัวใจ การทานไข่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

7. ช่วยบำรุงสายตา ในไข่ไก่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง ลูทีน และซีแซนทิน อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้คุณมีสุขภาพตาที่ดีขึ้นได้ เหมาะกับวัยทำงานที่ต้องจ้องหน้าคอมเป็นประจำทุกวัน ในเวลานานๆ