มารู้จักวิธีการสังเกตโรคมะเร็งด้วยตัวเองกันเถอะ 

เชื่อว่าใครหลายหลายคนพอได้ยินคำว่าโรคมะเร็งก็มีอาการกลัวไม่มีใครอยากที่จะเป็นโรคนี้กันทั้งนั้นเพราะต่างก็รู้กันดีว่าโรคมะเร็งนั้นหากเป็นแล้วถ้าไม่รักษาตั้งแต่เนิ่นเนินก็มีแต่ตายกับตายสถานเดียวแต่พวกเราต่างก็รู้กันดีว่าหากใครที่เป็นโรคมะเร็งแล้วนั้น

มักจะไม่ค่อยทราบในช่วงที่มีการเป็นโรคมะเร็งในช่วงแรกๆแต่จะมารู้ตัวอีกทีก็เป็นโรคมะเร็งกันในระยะสุดท้ายแล้วทั้งนั้นซึ่งพอจะรักษาก็ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงทีเสียแล้วโดยมะเร็งจะ แบ่งระยะการฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณสี่ช่วงด้วยกันคือระยะที่หนึ่งที่สองเรามักจะไม่ค่อยรู้เพราะไม่มีอาการอะไรบ่งชัดว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็ง

แต่เมื่อใดก็ตามที่โรคมะเร็งลามไปถึงระยะที่สามและสี่นั้นแสดงว่าการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้นเป็นไปได้ยากมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่จะสังเกตตัวเองว่าเรากำลังเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ได้เลยดังนั้นในวันนี้เราจะมาสอนวิธีสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตัวเราเองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่กำลังจะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่

1 ถ้าเราพบว่าผิวหนังบริเวณใดมีลักษณะเป็นก้อนหนาหนาหรือเป็นชั้นหนาหนาหรือหากพบก้อนที่บริเวณเต้านมหรือแม้แต่ทุกส่วนในร่างกายก็ถือว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคมะเร็งได้

2 ให้เราคอยสังเกตไฝบนร่างกายของเราให้ดีว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการทันการแตกหรือมีความผิดปกติอะไรหรือไม่หรือบางที่มีไฟเกิดขึ้นมาใหม่หรือไม่ซึ่งนี่ก็คือการเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

3 ให้ลองสังเกตตัวเองว่ามีอาการบาดเจ็บอะไรที่เราเจ็บนานนานโดยไม่หายสักทีหรือไม่ซึ่งนี่ก็อาจจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

4คอยสังเกตอาการของเสียงว่ามีเสียงแหบหรือมีการไอเรื้อรังหรือเปล่าหากว่ารักษายังไงก็ยังไม่หายสักทีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน

5 แล้วคุณสังเกตแม้แต่เรื่องการขับถ่ายอุจจาระของเราหรือปัสสาวะของเราเพราะสิ่งเหล่านี้ก็มีผลต่อการเป็นสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเช่นเดียวกันซึ่งหากมีอุจจาระปนเลือดหรือปัสสาวะผลเลือดแสดงว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว

6 คนบางคนอยู่ดีดีก็กินอาหารแล้วเจ็บคอกลืนอะไรก็ลำบากรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนไม่ค่อยหิวหรือแม้แต่กินแล้วกินเดี๋ยวก็อิ่มหากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารการกินแบบนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน

ที่กล่าวมาทั้งหกข้อนี้ไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะถือว่าเราเป็นโรคมะเร็งนะคะเพียงแต่ว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะเป็นมะเร็งได้ดังนั้นถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ควรไปที่โรงพยาบาลให้แพทย์ทำการตรวจรักษาดีกว่าค่ะ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทางการได้ยิน 

คนไทยยังไม่มีความรู้เรื่องการป้องกันโรคหูตึงได้ดีพอ จึงทำให้ส่วนใหญ่มารู้ตัวอีกที ตัวเองหรือคนรอบข้างก็มีปัญหาเรื่องการได้ยินแล้ว และต้องมาหาการรักษาเอาในภายหลัง ซึ่งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถป้องกันตัวเองและดูแลคนรอบข้างให้ห่างไกลจากปัญหาทางการได้ยินได้ ซึ่งถ้าทำได้จะง่ายกว่าการมาหาวิธีรักษา 

การป้องกันและดูแลตัวเอง เพื่อไม่ให้หูได้รับอันตราย เริ่มต้นจากการสังเกตชีวิตประจำวัน อาชีพที่เราทำ การเดินทางระหว่างทางต้องเจอกับอะไรบ้าง ความชอบส่วนตัวหรือไลฟ์สไตล์การฟังเพลง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้หูของคุณมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันไป 

ส่วนใหญ่คนที่ทำงานในที่ที่มีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น ตามโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือตามงานก่อสร้างที่ยากจะควบคุม หรือแม้กระทั่งอู่ เสียงเครื่องรถยนต์ ก็มีเสียงที่ดังน่ารำคาญอยู่มาก เมื่อต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้หูมีปัญหา ระยะเวลาการใช้งานของหูก็จะสั้นลง และนั่นเป็นสาเหตุให้ทำไมบางคนอายุยังน้อย แต่มีปัญหาเรื่องการได้ยินจนต้องหาซื้อเครื่องช่วยฟัง 

ในเมื่อเราวิเคราะห์ได้แล้วว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้นมีความเสี่ยงกับการได้ยินในอนาคต และไม่สามารถปฏิเสธงานได้ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง จึงอยากแนะนำให้มีอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น ที่อุดหู เพื่อลดเสียงที่จะเข้ามาให้เบาลง เป็นการถนอมแก้วหูที่บอบบางได้เป็นอย่างดี และเมื่อดูแลตัวเองแล้ว ก็อยากให้หันมาใส่ใจดูแลคนรอบข้างด้วย สังเกตว่าคนในครอบครัวมีใครที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงบ้าง แล้วช่วยกันคิด ช่วยกันปรึกษาหาทางป้องกัน เพื่อให้สุขภาพของคนที่เรารักดีอยู่เสมอ 

แต่ถ้าหากว่าในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ร่างกายย่อมโรยราไปตามธรรมชาติ อย่างนี้ยากจะป้องกันแล้ว เพราะส่วนใหญ่อาการหูตึง มักเกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป วิธีรักษาคือการพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูโดยเฉพาะ และเลือกใช้ เครื่องช่วยฟัง ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และหมั่นดูแลเอาใจใจปัญหาสุขภาพจิตด้วย เพราะในระยะแรกผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่สบายตัว ที่ต้องใช้เครื่องช่วยฟังตลอดเวลา เราในฐานะคนในครอบครัว

ต้องรู้จักใช้คำพูดถนอมน้ำใจและให้กำลังใจกันอยู่เสมอ เพื่อให้ผ่านอุปสรรคต่างๆได้อย่างราบรื่น และถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยปรับตัวได้ การใช้ชีวิตจะง่ายขึ้น คุณเองก็จะหมดความกังวลไปได้มาก เพราะเค้าจะสามารถใช้ชีวิตได้เอง มีสุขภาพจิตที่ดี เพราะรู้สึกว่าไม่เป็นภาระลูกหลาน ลดปัญหาทะเลาะกันในครอบครัวได้เป็นอย่างดี